สรุปข้อมูล ผลการศึกษาและโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

การศึกษา/เรื่อง/วิจัย

หน่วยงาน

วัตถุประสงค์

ผลการศึกษา

1. การใช้พืชบำบัดแคดเมียมในดินนาปนเปื้อนที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

(Phytoremediation of Cadmium Contaminated Paddy Soil at Mae Sot District, Tak Province)

ดร.แสงดาว เขาแก้ว และคณะวิจัย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,2556

1. คัดเลือกพืชที่มีความสามารถในการดูดแคดเมียมออกจากดินได้ดีที่สุดและเหมาะสมกับการนำมาลดปริมาณแคดเมียม 

2. ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดแคดเมียมของพืช 

3. หาแนวทางการกำจัดพืชที่ดูดแคดเมียมแล้วอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้แคดเมียมที่กำจัดแล้ว ย้อนกลับเข้ามาสู่ระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรอีก

1. ยาสูบเป็นพืชที่ดูดแคดเมียมได้ดีที่สุด รองลงมาคือผักเผ็ดช้างและสาบเสือตามลำดับ  สามารถแนะนำให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่เพื่อบำบัดปริมาณแคดเมียมออกจากดิน ทั้งในสภาพดินเดิมและในสภาพดินที่ถูกจัดการเพิ่มการละลายของสารประกอบแคดเมียม

2. วิธีการจัดการดินที่สามารถเพิ่มการละลายของแคดเมียมในดินนา โดยการปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดิน ให้ดินมีสภาพเป็นกรดหรือมี pH ลดลง และ/หรือ โดยการเติมแคลเซียมคลอไรด์ ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อพืชปลูกปกติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดแคดเมียมออกจากดินด้วยวิธี “การใช้พืชสกัด”หรือ Phytoextractionด้วยพืชทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว แต่การจัดการดินในลักษณะนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณไร่ละ 12,000 -140,000 บาท

3. วิธีการจัดการพืชปลูกเศรษฐกิจที่เหมาะสม ร่วมกับ การปลูกพืชที่ช่วยลดแคดเมียม อาทิ ในแปลงนา เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่ช่วยลดแคดเมียมภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว  ส่วนในแปลงปลูกพืชไร่ เช่น  มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งอาจปลูกพืชที่ช่วยลดแคดเมียมในระหว่างแถวที่ปลูกมันสำปะหลังหรืออ้อย ในช่วงอายุประมาณ 40 วัน แต่เกษตรกรต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณน้ำที่ให้กับพืชที่ปลูกให้เหมาะสมด้วย ซึ่งต้องไม่มากจนเกินไป

4. วิธีการจัดการพืชที่ช่วยลดแคดเมียมที่เหมาะสม เพราะได้พบว่า พืชที่ดูดแคดเมียมเข้าไปสะสมและมีปริมาณสูง หรือ Hyperaccumulatorเมื่อจัดการให้เป็นเถ้าแล้ว จะยังคงมีปริมาณแคดเมียมสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชที่ช่วยลดแคดเมียม นำไปเผาเป็นเถ้า แล้วนำไปทิ้งได้เลย  จำเป็นต้องมีการจัดการเพื่อลดปริมาณแคดเมียมในเถ้าก่อน นั่นคือ โดยการปรับเสถียรทำก้อนแข็งด้วยวิธีที่เหมาะสม คือ Cement-Based ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับการเก็บกักโลหะหนักจากเถ้าพืชปนเปื้อนด้วยปูนซีเมนต์  ต้นทุนในการกำจัดลักษณะนี้ จะต่ำกว่า 100 บาทต่อไร่

ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูไม่น้อยกว่า 5 ปี

2. Cadmium Distribution and Bioavailability in Cultivated Soil and Crops in the Vicinity of Zinc Mine in Mae Sot (2004 -2005)  ศึกษาให้กับบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด มหาชน 

 

ผศ.ดร.จันทรา  ทองคำเภา ศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เสนอมาตรการแก้ไขปัญหา

• สำหรับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนระดับต่ำ (ไม่เกิน ๓ มก./กก)   ควรกำจัดการเคลื่อนที่ของแคดเมียมในดินและบำบัดด้วยวิธีการดูดซับโดยพืช หรือใช้ปูนขาวเพื่อเพิ่มค่า pH ในดิน เพราะจากการศึกษาแปลงทดลองในนาข้าว พบว่า ข้าวสามารถดูดซับแคดเมียมได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เมื่อค่า pH ในดินเพิ่มขึ้นจนมีสภาพเป็นกลางหรือด่างการดูดซับแคดเมียมในต้นข้าวก็จะลดลง จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกเพื่อลดการถูกดูดซับโดยพืช 

• ส่วนพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนระดับกลางถึงสูง (มากกว่า ๓ - ๓๐ มก./กก) และ (มากกว่า ๓๐ มก./กก)  ควรงดการปลูกพืชอาหารในที่ดินดังกล่าวและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นรูปแบบอื่นนอกเหนือจากการเกษตรกรรม รวมทั้งมีการติดตามและตรวจสอบปริมาณแคดเมียมในดินอย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนลดความเสี่ยงของการเกิดมลภาวะจากการดำเนินการ

3. คุณภาพนํ้าและการปนเปื้อนของโลหะหนักในนํ้าผิวดินของห้วยแม่ตาวจังหวัดตาก

Water Quality and Contamination of Heavy Metal 

in Surface Water of Huai Mae Tao, Tak Province 

 

ชุตินธรมูลทองน้อยและจำลองอรุณเลิศอารีย์

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล,2547

 

ศึกษาคุณภาพน้าผิวดินในลำน้าห้วยแม่ตาวและศึกษาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้าเพื่อให้ทราบถึงคุณภาพน้าและสภาวะการปนเปื้อนในลำน้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์และระบบนิเวศทางน้าในพื้นที่

เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในห้วยแม่ตาวที่ไหลผ่านพื้นที่เหมืองสังกะสีและพื้นที่ใกล้เคียงโดยมีระยะเวลาที่ดำเนินการศึกษาเป็น 2 ช่วงฤดูกาลคือช่วงฤดูร้อน (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม) และช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนมิถุนายนถึงกันยายน)

จุดที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดดิน

ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์

1. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณทางตะวันออกห่างจากพื้นที่เหมือง 2 กิโลเมตร (SW1) 

666425 

2. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณทางตะวันออกห่างจากพื้นที่เหมือง 500 เมตร (SW2) 

656424 

3. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณไหลผ่านพื้นที่เหมือง (SW3) 

647422 

4. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณไหลผ่านพื้นที่เหมือง (SW4) 

643424 

5. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณไหลผ่านพื้นที่เหมือง (SW5) 

637424 

6. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณไหลผ่านพื้นที่เหมือง (SW6) 

616427 

7. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณบ้านพะเด๊ะ (SW7) 

604431 

8. จุดห้วยแม่ตาวบริเวณบ้านใหม่ (SW8) 

4.  การปนเปื้อนของแคดเมียมในสิ่งแวดล้อมอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่,2546

พิสูจน์หาสาเหตุแหล่งที่มาและความรุนแรงของปัญหาผลกระทบจากการแพร่กระจายของแคดเมียมรวมถึงเสนอแนะแนวทางมาตรการป้องกันแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป

สาเหตุแหล่งที่มาและความรุนแรงของปัญหาผลกระทบจากการแพร่กระจายของแคดเมียม

จาการเก็บตัวอย่างดิน พบว่าคุณภาพดินตามความลึกทุก 20 เซนติเมตรจากผิวดินถึงระดับลึก 1 - 2 เมตรจำนวน 28 หลุมในพื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดงตำบลแม่ตาวและตำบลแม่กุอำเภอแม่สอดดังนี้

  • - ดินในบริเวณต้นนํ้าห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุก่อนไหลผ่านพื้นที่ศักยภาพแร่สังกะสีซึ่งเป็นที่ตั้งประทานบัตรเหมืองแร่ของบริษัทผาแดงอินดัสทรีจำกัด (มหาชน) และบริษัทตากไมนิ่งจำกัดรวม 10 แปลงมีแคดเมียมอยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจวัดได้ถึงตํ่ามา
  • - บริเวณแหล่งศักยภาพแร่สังกะสีซึ่งเป็นเทือกเขาสูงและพื้นที่ราบตะกอนเชิงเขาทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมพบปริมาณแคดเมียมในดินสูงเกิน(ร่าง)มาตรฐานคุณภาพดินเพื่อการอยู่อาศัยและการเกษตร * (37 มิลลิกรัม/กิโลกรัม)แต่ไม่เกิน(ร่าง)มาตรฐานคุณภาพดินเพื่อธุรกิจบริการอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมอื่นๆ* (810มิลลิกรัม/กิโลกรัม) โดยส่วนใหญ่จะพบแคดเมียมปนเปื้อนตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงความลึกประมาณ0.6 - 2 เมตรด้วยความเข้มข้น 49 - 430 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
  • - พื้นที่ราบตะกอนนํ้าพาตอนล่างถัดไปซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเช่นกันพบปริมาณแคดเมียมในดินสูงเกิน(ร่าง)มาตรฐานเล็กน้อยตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงความลึก 0.2- 0.4 เมตรโดยอยู่ในช่วง 37 - 90 มิลลิกรัม/กิโลกรัมและมีค่าลดลงและตื้นขึ้นตามระยะห่างจากแหล่งศักยภาพแร่สังกะสีจนกระทั่งอยู่ในเกณฑ์(ร่าง)มาตรฐานด้วยระยะห่างประมาณ 4 กิโลเมตร
  • - ดินบริเวณลุ่มนํ้าห้วยแม่ตาวซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและรองรับนํ้าล้นจากกิจกรรมเหมืองแร่ทั้งหมดและดินบริเวณลุ่มนํ้าห้วยแม่กุซึ่งอยู่ทางทิศใต้และไม่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับกิจกรรมการทำเหมืองต่างก็มีปริมาณแคดเมียมและสังกะสีสูงตลอดความลึกตั้งแต่ผิวดินจนถึง 0.6 เมตร

1. สาเหตุหลักของการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินมาจาก กระบวนการผุพังสลายตัวตามธรรมชาติของพื้นที่พังทลายและพัดพาตะกอนดินและหินจากเทือกเขาแหล่งแร่สังกะสีที่มีแคดเมียมเกิดร่วมอยู่ด้วยมาทับถมสะสมตัวในบริเวณที่ราบตะกอนเชิงเขาและที่ราบตะกอนนํ้าพาตอนล่างจนกระทั่งมีความหนาเพิ่มขึ้นในดินบริเวณที่ราบตะกอนเชิงเขามีความเข้มข้นสูงผิดปกติตลอดความลึกหนาถึง 0.6 - 2 เมตรโดยปริมาณความเข้มข้นของแคดเมียมและความหนาของชั้นดินที่พบการปนเปื้อนจะลดลงตามลำดับจากที่ราบตะกอนเชิงเขาตามระยะห่างจากเทือกเขาแหล่งศักยภาพแร่ไปสู่ที่ราบตะกอนนํ้าพาตอนล่างประกอบกับการพบปริมาณแคดเมียมและสังกะสีปนเปื้อนสูงผิดปกติในชั้นดินและตะกอนธารนํ้าของทั้งลุ่มนํ้าห้วยแม่ตาวซึ่งรองรับนํ้าล้นจากกิจกรรมเหมืองแร่และลุ่มน้ำห้วยแม่กุซึ่งอยูฝั่งตรงกันข้ามและไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ เนื่องจากทั้งสองห้วยต่างก็มีลำนํ้าสาขาไหลมาจากยอดเขาเดียวกันที่เป็นแหล่งศักยภาพให้แร่สังกะสีและมีแคดเมียมเกิดร่วมอยู่ด้วย

2. ข้อเสนอแนะแนวทางมาตรการป้องกันแก้ไขที่เหมาะสม

2.1) มาตรการลดปริมาณแคดเมียมในรูปแบบที่พืชสามารถดูดซึมผ่านระบบรากได้

2.1.1) การปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินโดยใช้CaCO3 ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มความเป็นกรด-ด่างของดินให้ไม่น้อยกว่า 8.5 ซึ่งจะทำให้ Cd+2ตกตะกอนอยู่ในรูปของ CdCO3 (Octavite) 

2.1.2) การปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวในระบบชลประทานโดยควบคุมระดับนํ้าให้ท่วมแปลงนาอยู่เสมอโดยเฉพาะในช่วงเมล็ดข้าวกำลังเจริญเติบโตเพื่อลดปริมาณแคดเมียมละลายจากแร่กรีนอคไคต์ (Greenockite : CdS) โดยการรักษาระดับredox ของดินไว้ที่ -150 ถึง -200 mV

2.1.3) การเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับแคดเมียมของดินโดยการเติมแร่ดินเช่นแร่เบนโทไนต์แร่ดินขาวและแร่ซีโอไลต์หรือดินโคลนจากการล้างถ่านหินและของแข็งชีวมวลจากระบบบำบัดนํ้าเสียเพื่อลดปริมาณแคดเมียมในรูปแบบที่พืชสามารถดูดซึมผ่านระบบรากได้

2.2)มาตรการลดปริมาณแคดเมียมในดินโดยการปลูกพืชที่ทนทานและสามารถดูดซึมโลหะได้เป็นปริมาณมากกระทำโดยการปลูกพืชที่สามารถทนทานและดูดซึมแคดเมียมได้เป็นปริมาณมากได้แก่Thlaspicaerulescens(Alpine Pennycress) โดยเมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มที่จะสามารถเก็บเกี่ยวและนำไปกำจัดโดยการเผาหรือทิ้งในพื้นที่ที่มีแคดเมียมปนเปื้อนน้อยนอกจากนั้นพืชให้นํ้ามันจากเมล็ด(Oilseed Crop) เช่นBrassica juncea(Indian Mustard) และCarthamustinctorius(Safflower : พืชจำพวกคำฝอย) ยังสามารถดูดซึมและสะสมแคดเมียมที่ลำต้นและใบได้มากโดยไม่ปนเปื้อนในนํ้ามันหรือเมล็ดทำให้ได้ผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ในขณะที่ทำการบำบัดพื้นที่ดินปนเปื้อนไปด้วย

2.3)มาตรการปลูกพืชที่ไม่ใช้เป็นอาหารในกรณีที่แปลงนาใดมีปริมาณแคดเมียมปนเปื้อนสูงมากและไม่สามารถใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นได้ให้เปลี่ยนมาปลูกพืชที่ไม่ใช้เป็นอาหารแทนโดยพืชที่ปลูกอาจเป็นไม้ยืนต้นโตเร็วที่ให้ผลทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าการปลูกข้าวของราษฎรในปัจจุบันเช่นยูคาลิปตัสเป็นต้น

2.4)มาตรการลดการดูดซึมแคดเมียมในร่างกายมนุษย์เนื่องจากผลงานวิจัยจำนวนมากพบว่าการบริโภคสังกะสีเหล็กและแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภคข้าวที่มีแคดเมียมปนเปื้อนได้เพราะธาตุเหล่านี้สามารถลดการดูดซึมและแพร่กระจายของแคดเมียมในอวัยวะและเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายการรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำจึงเป็นมาตรการหนึ่งที่ควรดำเนินการโดยเร่งด่วนเนื่องจากข้าวกล้องมีสังกะสีและเหล็กสูงในเยื่อหุ้มเมล็ด

5. แผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๗

กระทรวงเกษตร์และสหกรณ์

ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี และมติ กก.วล.

๑.๓.๒ แผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๗

  สาระสำคัญของแผนบูรณาการฯ 

(๑) วิสัยทัศน์ คือ บูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวอย่างเป็นระบบ โดยการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปลี่ยนระบบการปลูกพืช เป็นการตัดห่วงโซ่อาหารเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

(๒) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว โดยจัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย ถนน ทางลำเลียงระบบระบายน้ำ และระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้เกษตรกรสามารถปรับโครงสร้างระบบการผลิตพืชตัดห่วงโซ่อาหารได้ และควบคุมตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินในลุ่มน้ำ การเปลี่ยนแปลงของสารแคดเมียมในดิน น้ำ พืช สิ่งแวดล้อม และมนุษย์

(๓) เป้าหมายหลัก คือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จำนวน ๔๖,๐๓๘ ไร่ ให้สามารถปลูกอ้อยได้ ได้แก่ พื้นที่นาข้าวเดิม ๑๙,๕๒๙ ไร่ พื้นที่แปลงอ้อยที่มีปัญหาน้ำท่วมขัง ๗,๒๔๐ ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ๑๙,๒๖๙ ไร่

(๔) พื้นที่ดำเนินการ บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวมีจำนวนเนื้อที่ทั้งลุ่มน้ำ ๑๐๖,๓๕๗ ไร่ พื้นที่โครงการ ๔๖,๐๓๘ ไร่ อยู่ในเขตลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำเมยตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ รวม ๒๓ หมู่บ้าน ในเขตอำเภอแม่สอด

(๕) ระยะเวลาการดำเนินการ เริ่มในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗

(๖) ยุทธศาสตร์และแผนงานในแต่ละยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตรที่ ๑ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และการชลประทาน โดยการก่อสร้างระบบระบายน้ำและทางลำเลียงในไร่นา จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในแปลงเกษตรกร และจัดหาน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต และมวลชนสัมพันธ์ โดยการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ๒๓ กลุ่ม ใน ๒๓ หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบสารแคดเมียม ส่งเสริมการผลิตและใช้สารอินทรีย์ เช่น สารเร่งจุลินทรีย์เพื่อการเกษตร การปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร การวิจัยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกอ้อยและการหาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่โครงการ ให้มีการบริหารจัดการราคาอ้อยเพื่อเพิ่มแรงจูงใจ โดยสนับสนุนเงินชดเชยเพิ่มเติมจากราคารับซื้อหน้าโรงงานแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลรองรับวัตถุดิบอ้อยในพื้นที่ที่ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ (เอทานอล) ของบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด และการประชาสัมพันธ์โครงการกับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป และจัดการฝึกอบรมครูและเยาวชนให้ความรู้เรื่องสารแคดเมียมและการปลูกอ้อย

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ควบคุมตรวจสอบสารแคดเมียมในดิน น้ำ พืช สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ให้อยู่ในระดับปลอดภัย โดยจัดทำแผนควบคุมการแพร่กระจายของสารแคดเมียมและแผนบำบัดสารพิษ การตรวจติดตามและประเมินภาวะสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารแคดเมียม และให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไตวาย

(๗) งบประมาณการดำเนินการตามแผนฯ รวม ๑,๗๕๐,๔๒๐,๐๐๐ บาท เป็นงบประมาณของส่วนราชการ ๑,๐๕๙,๘๕๐,๐๐๐ บาท และภาคเอกชน ๖๙๐,๕๗๐,๐๐๐ บาท จำแนกราย จำแนกรายหน่วยงานได้ ดังนี้

  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน รวม ๖๘๙,๔๙๐,๐๐๐ บาท

กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดตาก จำนวน ๓๒๔,๗๙๐,๐๐๐ บาท

กระทรวงสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลแม่สอด จำนวน ๙,๓๓๐,๐๐๐ บาท

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานพื้นที่การศึกษาตากเขต ๒ จำนวน ๒๒,๓๘๐,๐๐๐ บาท

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ จำนวน ๑๓,๘๖๐,๐๐๐ บาท

ภาคเอกชน โดยบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด จำนวน ๖๙๐,๕๗๐,๐๐๐ บาท

 

กรมพัฒนาที่ดิน,2546

  1. 1. การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืชในพื้นที่ได้รับผลกระทบให้ออกจากห่วงโซ่อาหาร
  2. 2. การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืชเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารแคดเมียม
  3. 3. การวิจัยเพื่อติดตามตรวจสอการสะสมของสารแคดเมียม และการวิจัยการปลูกพืชทดแทน 
  1. 1. การสำรวจออกแบบเพื่อจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และจัดทำแผนที่
  • - จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และจัดทำแผนที่ลุ่มน้ำแม่ตาวและแม่กุประกอบการจัดทำบ่อดักตะกอนซึ่งจะเป็นแหล่งน้ำสำรองขนาดเล็กในไร่นา และการสร้างเส้นทางลำเลียงผลิตผลเกษตรในไร่นา
  • - จัดทำแผนที่ถือครองและแผนที่แผนการใช้ที่ดิน ฐานข้อมูลระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ในมาตราส่วน 1: 4,000 
  1. 2. ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืช
    1. 2.1 ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืชในพื้นที่นาข้าวที่ได้รับผลกระทบ 13,238 ไร่มาส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนเพื่อตัดห่วงโซ่อาหาร เช่น การปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอล
    2. 2.2 ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารแคดเมียม 46,747 ไร่ 
    • 1) พื้นที่ นาข้าว จำนวน 12,761 ไร่ ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เช่น อ้อยโรงงาน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารแคดเมียม และตัดห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะมีการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับรูปแปลงนาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารแคดเมียม
    • 2) พื้นที่ในเขตเพาะปลูกพืชไร่ จำนวน 17,276 ไร่ นำมาปรับเปลี่ยนให้ปลูกพืชทดแทนโดยการปลูกอ้อยโรงงาน 15,276 ไร่ และปลูกยางพารา 2,000 ไร่
    • 3) พื้นที่ลาดชัน 16,710 ไร่เพื่อเป็นการป้องกันกี่แพร่กระจาย จากการชะล้างพังทลายของดินบนพื้นที่ท่มีความลาดชัน จึงไม่ส่งเสริมและปลูกพืชทดแทนบนพื้นที่นี้  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชั้น เกิน 12 % และอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  พื้นที่จึงควรจัดทำการอนุรักษ์ดินและน้ำเพียงอย่างเดียว โดยปลูกพืชยืนต้น 
  1. 3. งานวิจัยการปลูกพืชทดแทน
    • - การปลูกข้าวฟ่างหวานเพื่อผลิตเอทานอล
    • - หาสายพันธุ์อ้อยพลังงาน
    • - การปลูกสบู่ดำเพื่อสกัดแปรรูปเป็นน้ำมันสำหรับผลิตไบโอดีเซล

6. โครงการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 

กรมควบคุมมลพิษ,2556

โดยว่าจ้างบริษัทยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และศูนย์วิจัยน้ำบาดาล คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่ปรึกษา

มีวัตถุประสงค์เพื่อบ่งชี้ขอบเขตการปนเปื้อนและแพร่กระจายของสารแคดเมียมในสิ่งแวดล้อม พิสูจน์หาแหล่งที่มาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการปนเปื้อนของแคดเมียม ศึกษาและเสนอเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของการปนเปื้อน ครอบคลุมพื้นที่ ๔ ตำบล ได้แก่ ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว ตำบลแม่กุ และตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พื้นที่กิจกรรมเหมืองแร่ และพื้นที่เกษตรกรรมที่รับน้ำจากห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุ รวมพื้นที่ ๘๐ ตารางกิโลเมตร

รายงานสรุปผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้

๑) สภาพภูมิประเทศของพื้นที่ศึกษา มีลักษณะเป็นภูเขาสูงทางทิศตะวันออก พื้นที่ต่อเนื่องจากทิศตะวันตกเป็นที่ราบตะกอนเชิงเขา และที่ราบตะกอนน้ำพา มีลักษณะทางธรณีวิทยาแหล่งแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแร่สังกะสี มีชุมชนในพื้นที่ จำนวน ๔ ตำบล รวม ๒๖,๓๔๘ คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยตำบลพระธาตุผาแดง เป็นที่ตั้งของเหมืองสังกะสี จำนวน ๒ แห่ง ได้แก่ บริษัท ตากไมนิ่ง จำกัด และบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ลำห้วยแม่ตาวและลำห้วยแม่กุ มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม น้ำที่ใช้เพื่อการบริโภคมาจากประปาหมู่บ้านโดยใช้น้ำจากบริเวณต้นน้ำก่อนผ่านเหมืองแร่สังกะสี และจากประปาแม่สอดโดยใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สอด ที่อยู่ทางทิศเหนือของพื้นที่ศึกษา

- ลำห้วยแม่ตาว มีจุดกำเนิดจากดอยแม่ตาวและดอยเรผาโด้ ไหลผ่านดอยผาแดงด้านทิศเหนือของเหมือง ลงสู่แม่น้ำเมย รวมระยะทาง ๓๓ กิโลเมตร น้ำที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองจะไหลลงลำห้วยแม่ตาวเป็นหลัก

- ลำห้วยแม่กุ มีจุดกำเนิดจากบ้านหนองน้ำเขียว ไหลผ่านอีกด้านหนึ่งของดอยผาแดง ไม่ผ่านเหมือง และไหลลงสู่แม่น้ำเมย รวมระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร น้ำที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองจะไม่ไหลลงห้วยแม่กุ ยกเว้นในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีรายงานหรือข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

- บริเวณที่มีศักยภาพแหล่งแร่สังกะสีและแคดเมียม ได้แก่ บริเวณดอยผาแดง-ผาเด๊ะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ลำห้วยแม่ตาว ตั้งแต่บริเวณที่ตั้งของเหมืองแร่บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) จนถึงบริเวณที่ตั้งบริษัทตากไมนิ่ง จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๗.๕ ตารางกิโลเมตร และบริเวณเนินเขาทางทิศตะวันออกของบ้านแม่กุเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๓.๓ ตารางกิโลเมตร

๒) การปนเปื้อนของแคดเมียมในสิ่งแวดล้อม

2.๑) น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และสัตว์น้ำ พบการปนเปื้อนไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดินตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ไม่เกิน ๐.๐๕ มิลลิกรัมต่อลิตร) มาตรฐานน้ำใต้ดินตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๐ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ไม่เกิน ๐.๐๐๓ มิลลิกรัมต่อลิตร) มาตรฐานแคดเมียมในสัตว์น้ำตาม Codex Alimentarius Commission (ไม่เกิน ๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ซึ่งสอดคล้องกับผลการติดตามตรวจสอบเมื่อปี ๒๕๔๗ 

2.๒) การปนเปื้อนแคดเมียมในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียวผิวมัน อ้อย กล้วยน้ำว้า กะเพรา พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว และกระเจี๊ยบกินฝัก อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอาหารสากลของ Codex Alimentarius Commission (ไม่เกิน ๐.๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) อย่างไรก็ตาม ยังพบการปนเปื้อนแคดเมียมในข้าวเกินค่ามาตรฐานในข้าวขัดสีของประเทศญี่ปุ่น (ไม่เกิน ๐.๔ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ประมาณ ๑.๑๑ – ๓๓.๒๕ เท่า (ปนเปื้อนเกินมาตรฐานร้อยละ ๔๕ จากจำนวนตัวอย่าง ๒๐ ตัวอย่าง) อ้างอิงมาตรฐานต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานฯ ดังกล่าว

2.๓) การปนเปื้อนแคดเมียมในดิน ในพื้นที่รับน้ำจากห้วยแม่ตาวและแม่กุ สรุปได้ดังนี้

(๑) ชั้นดินระดับตื้น (๐ - ๓๐ เซนติเมตร) พบการปนเปื้อนตั้งแต่ น้อยกว่า ๐.๐๕ - ๓๓๘ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (การปนเปื้อน ๓๓๘ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีเพียง ๑ ตัวอย่าง จากทั้งหมด ๑๖,๔๔๖ ตัวอย่าง) ซึ่งมีพื้นที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานดินเพื่อการเกษตรของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป รวม ๓,๘๑๔ ไร่ (ไม่เกิน ๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นมาตรฐานดิน ที่คำนึงถึงการดูดดึงแคดเมียมของพืช ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานในลักษณะนี้) แบ่งพื้นที่ปนเปื้อนเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ 

- พื้นที่ปนเปื้อนระดับสูง (มากกว่า ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๒๔๘ ไร่ จำแนกเป็นนาข้าว ๓๒ ไร่ แปลงพืชไร่/พืชเศรษฐกิจ ๒๐๙ ไร่ และพื้นที่สาธารณะ ๗ ไร่ (ปนเปื้อนร้อยละ ๑.๖๙ จากจำนวน ๑๖,๔๔๖ ตัวอย่าง) 

- พื้นที่ปนเปื้อนระดับปานกลาง (มากกว่า ๓ - ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๓,๕๖๖ ไร่ จำแนกเป็น นาข้าว ๑,๔๘๙ ไร่ แปลงพืชไร่/พืชเศรษฐกิจ ๑,๙๓๖ ไร่ และพื้นที่สาธารณะ ๑๔๑ ไร่(ปนเปื้อนร้อยละ ๑๑.๙๓ จากจำนวน ๑๖,๔๔๖ ตัวอย่าง) 

- พื้นที่ปนเปื้อนระดับต่ำ (ไม่เกิน ๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๒๖,๒๐๓ ไร่ จำแนกเป็นนาข้าว ๖,๑๔๖ ไร่ แปลงพืชไร่/พืชเศรษฐกิจ ๑๕,๖๘๓ ไร่ และพื้นที่สาธารณะ ๔,๓๗๓ ไร่ (ปนเปื้อน ๘๖.๓๘ เปอร์เซ็นต์ จากจำนวน ๑๖,๔๔๖ ตัวอย่าง) 

(๒) ชั้นดินระดับความลึก ๓๐ – ๖๐ เซนติเมตร ส่วนใหญ่พบการปนเปื้อนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานดิน ทั้งนี้ มีเพียง ๒ ตัวอย่าง จากทั้งหมด ๑๖๑ ตัวอย่าง ซึ่งมีค่าสูงเกินมาตรฐานดิน คือ บริเวณต้นห้วยแม่กุ (๒๑ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และบริเวณบ้านแม่กุเหนือ (๓๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ชั้นดินระดับความลึก ๖๐ – ๑๒๐ เซนติเมตร พบการปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐานดิน เพียง ๑ ตัวอย่าง ที่บริเวณต้นห้วยแม่กุ (๒๑ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จากทั้งหมด ๑๖๑ ตัวอย่าง และชั้นดินระดับความลึก ๑๒๐ – ๑๘๐ เซนติเมตร การปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐานดิน

2.๔) ดินในบริเวณนอกพื้นที่รับน้ำจากห้วยแม่ตาวและแม่กุ มีค่าแคดเมียม ๐.๖๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ ๙๕ ของจำนวน ๗๖ ตัวอย่าง) เทียบกับค่าแคดเมียมเฉลี่ยในดินทั่วไปของประเทศไทย ๐.๑๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร)

2.๕) การปนเปื้อนของตะกอนดินในลำห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุ

- ลำห้วยแม่ตาว บริเวณเหนือเหมือง พบการปนเปื้อนระดับต่ำ (น้อยกว่า ๐.๐๕ – ๑.๙๖ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) บริเวณเหมืองและท้ายเหมืองลงมาเป็นระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร พบการปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดินของประเทศแคนาดา (ไม่เกิน ๓.๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่กำหนดมาตรฐานตะกอนดิน) กล่าวคือ พบการปนเปื้อนบริเวณเหมือง ๗.๒๖ – ๗๗.๙๘ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ท้ายเหมืองลงมาระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร ตรวจวัดได้ น้อยกว่า ๐.๐๕ – ๕๒.๘๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ บริเวณที่มีการปนเปื้อนสูงผิดปกติ จำนวน ๓ จุด คือ บริเวณพื้นที่เหมืองผาแดงอินดัสทรี พื้นที่เหมืองตากไมนิ่ง และบริเวณบ้านพะเด๊ะ (ปริมาณ ๔๘.๔๐ ๗๗.๙๘ และ ๕๒.๘๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ) 

- ลำห้วยแม่กุ บริเวณเหนือเหมือง พบการปนเปื้อนระดับต่ำ (น้อยกว่า ๐.๐๕ – ๑.๓๔ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) บริเวณเหมืองและท้ายเหมืองผาแดงลงมาเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร พบการปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดิน วัดได้ ๐.๒๖ – ๕๒.๘๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ มีบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูงผิดปกติ จำนวน ๑ จุด คือ บริเวณบ้านแม่กุเหนือ ตรวจวัดได้ ๕๒.๘๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

๓) แหล่งที่มาของการปนเปื้อนแคดเมียมในห้วยแม่ตาว เกิดจากการผุพังโดยกระบวนการทางธรรมชาติและการทำเหมืองแร่สังกะสี แต่ไม่สามารถชี้สัดส่วนได้ ซึ่งมีการแปรเปลี่ยนตามเวลา และสถานที่หรือจุดต่างๆ ซึ่งก่อนปี ๒๕๔๗ เหมืองแร่มีการควบคุมหรือดูแลไม่สมบูรณ์ ทำให้การทำเหมืองแร่ อาจเป็นสาเหตุของการปนเปื้อนแคดเมียมในห้วยแม่ตาวได้ เนื่องจากเมื่อปี ๒๕๔๗ บริเวณเหนือเหมืองมีความเข้มข้นของแคดเมียมในตะกอนดินในระดับ ๐.๓๐ – ๐.๘๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และบริเวณเหมืองจากจุดระบายน้ำทิ้งของเหมืองแร่สังกะสี บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) มีระดับความเข้มข้นสูงถึง ๓๒๖ และ ๑๓๙ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แสดงว่าการปนเปื้อนเกิดจากการดำเนินการเหมืองแร่สังกะสีก่อนหรือเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา แต่ไม่พบข้อมูลสำคัญในการสนับสนุน จำนวน ๓ ประการ ได้แก่ 

3.๑) เวลา วันที่ เดือน และปริมาณ ของสารปนเปื้อนหรือแคดเมียม ที่เหมืองแร่นั้นๆ ปล่อยสารปนเปื้อนออกมาจากนอกบริเวณเหมืองแร่ 

3.๒) วิธีการทำให้เกิดการปนเปื้อน เช่น การปล่อยน้ำที่ปนเปื้อน และ/หรือของแข็ง หรือดิน หรือหินที่มีแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ 

3.๓) ปริมาณแคดเมียมในดินและตะกอนในบริเวณพื้นที่ศึกษา ก่อนปี ๒๕๑๒ หรือข้อมูลของปริมาณแคดเมียมในดินและตะกอน ก่อนการเปิดดำเนินการทำเหมืองแร่ สำหรับห้วยแม่กุ เป็นห้วยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ เนื่องจากอยู่อีกด้านหนึ่งของดอยผาแดง โดยปกติน้ำและตะกอนไม่ไหลลงทางห้วยแม่กุ ยกเว้นหากเกิดกรณีอุบัติเหตุ จนน้ำและตะกอนดินไหลทะลักเข้าสู่ลำห้วย ที่ผ่านมา ไม่มีรายงานและข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

๔) แนวทางการจัดการดินและตะกอนดิน โดยการประเมินความเหมาะสมตามเกณฑ์ ดังนี้ ๑) ขนาด ที่ตั้ง รายละเอียดของพื้นที่ปนเปื้อน ๒) ปริมาณการปนเปื้อนของแคดเมียม ๓) ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน ๔) ความลึก ลักษณะของดินและตะกอนดินที่ปนเปื้อน ๕) ความยากง่ายในการเข้าพื้นที่ ๖) ระยะเวลาในการจัดการ
๗) ค่าใช้จ่ายในการจัดการ ๘) ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ๙) การยอมรับของชุมชน และ ๑๐) กากของเสียที่ได้จากการจัดการ โดยได้มีการสอบถามความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่หมู่ที่ ๓ และ ๔ ตำบลพระธาตุผาแดง หมู่ที่ ๒ ตำบลแม่ตาว และหมู่ที่ ๘ ตำบลแม่กุ ซึ่งชุมชนเห็นด้วยกับแนวทางการจัดการด้วยพืช ในพื้นที่ที่ต้องจัดการ โดยการใช้พืชทางเลือก ทั้งนี้ แนวทางการจัดการดินและตะกอนดินสรุปได้ ดังนี้ 

4.๑) แนวทางการจัดการดิน พื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม รวมทั้งสิ้น ๓,๘๑๔ ไร่ มีแนวทางการจัดการดิน จำนวน ๕ แนวทางเลือก ดังนี้

แนวทางที่ ๑ การจัดการ โดยการปลูกพืชทางเลือก ได้แก่ พืชล้มลุก (สาบเสือ) พืชพลังงาน (อ้อย) ไม้ดอกไม้ประดับ (ดาวเรือง) เป็นต้น ครอบคลุมพื้นที่ปนเปื้อนทั้งหมด ๓,๘๑๔ ไร่ (รวมพื้นที่สาธารณะ ๑๔๘ ไร่) วงเงิน ๑๐๔ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี

แนวทางที่ ๒ การจัดการด้วยการใช้สารเคมี โดยประยุกต์ใช้สารเคมี เช่น เฟอร์ริคคลอไรด์ (FeCl3) แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) EDTA (Ethylenediaminetetraacetic acid) และปูนขาวหรือแคลเซียมออกไซด์ (CaO) เป็นต้น ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกลุ่ม (เป็นแฝกชนิดที่ปลูกในน้ำ) เพื่อกรองตะกอนและดูดซับแคดเมียม โดยดำเนินการเฉพาะในพื้นที่นาที่ปนเปื้อนเกิน ๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน ๑,๕๒๑ ไร่ วงเงิน ๑๐,๐๕๘ ล้านบาท (รวมนำตะกอนดินปนเปื้อนไปกำจัดยังศูนย์รับกำจัดกากของเสียนอกพื้นที่) ระยะเวลาดำเนินการ ๒ ปี (สารเคมีดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับแคดเมียมในดินปนเปื้อนเพื่อเปลี่ยนรูปแคดเมียมจากในรูปสารละลายเป็นของแข็ง)

แนวทางที่ ๓ การขุดลอกดินออกนอกพื้นที่และนำไปกำจัดยังหลุมฝังกลบที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณพื้นที่ศึกษา โดยขุดลอกดินออก (ความลึก ๕๐ เซนติเมตร) และนำไปฝังกลบยังหลุมฝังกลบ ดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ปนเปื้อนระดับสูง จำนวน ๒๔๘ ไร่ (รวมพื้นที่สาธารณะ ๗ ไร่) วงเงิน ๕๒๗ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี 

แนวทางที่ ๔ การถมหน้าดินในพื้นที่ โดยกลบทับหน้าดินเดิมด้วยดินสะอาด ดำเนินการกลบทับหน้าดินหนา ๕๐ เซนติเมตร เฉพาะในพื้นที่ปนเปื้อนระดับสูง จำนวน ๒๔๘ ไร่ (รวมพื้นที่สาธารณะ ๗ ไร่) วงเงิน ๒๖๐ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๓ ปี

แนวทางที่ ๕ การขุดลอกหน้าดินออกนอกพื้นที่ และนำไปกำจัดยังศูนย์บริการรับกำจัดของเสียที่ได้รับอนุญาต ดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ปนเปื้อนระดับสูง จำนวน ๒๔๘ ไร่ (รวมพื้นที่สาธารณะ๗ ไร่) วงเงิน ๒,๗๑๘ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี (ศูนย์บริการรับกำจัดของเสียที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ ที่จังหวัดลำพูน)

เห็นควรเลือกใช้แนวทางเลือกที่ ๑ โดยใช้อ้อยเป็นพืชทางเลือก เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ มีความสามารถดูดดึงแคดเมียม และในปัจจุบันมีการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยให้ปลูกอ้อยเป็นพืชพลังงานมากขึ้น เพื่อจำหน่ายให้กับโรงงานแม่สอดพลังงานสะอาด (ผลิตเอธานอล) ที่อยู่ในพื้นที่ 

4.๒) แนวทางการจัดการตะกอนดิน มี ๓ แนวทาง ดังนี้

แนวทางที่ ๑ การขุดลอกตะกอนดินในลำห้วยแล้วนำไปฝังกลบยังหลุมฝังกลบในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ศึกษา โดยขุดลอกตะกอนดินในลำห้วยแม่ตาว ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร และแม่กุ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ปริมาตรรวม ๘๐,๐๑๐ ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน ๑๒๘ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี

แนวทางที่ ๒ การขุดลอกตะกอนดินและส่งไปกำจัดที่ศูนย์บริการรับกำจัดของเสียที่ได้รับอนุญาต โดยขุดลอกตะกอนดินในลำห้วยแม่ตาว ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร และแม่กุ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ปริมาตรรวม ๘๐,๐๑๐ ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน ๘๗๐ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี 

แนวทางที่ ๓ การบำบัดโดยกระบวนการตามธรรมชาติ และติดตั้งฝายน้ำล้น (Rock Check Dam) บริเวณที่มีการปนเปื้อนสูง จำนวน ๔ จุด (ห้วยแม่ตาว จำนวน ๓ จุด และแม่กุ จำนวน ๑ จุด) และทำการขุดลอกตะกอนดินหน้าฝายไปฝังกลบ รวมวงเงิน ๘ ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี

เห็นควรเลือกใช้เสนอแนวทางเลือกที่ ๓ เนื่องจากการขุดลอกตะกอนดินทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของแคดเมียมมากขึ้น และต้องใช้งบประมาณสูง อีกทั้ง ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในพื้นที่ศึกษาไม่พบการปนเปื้อนของแคดเมียมในน้ำผิวดิน และปริมาณแคดเมียมในสัตว์น้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงไม่จำเป็นต้องมีการขุดลอกตะกอนดิน แต่ควรตรวจสอบเฝ้าระวังการปนเปื้อนแคดเมียมในตะกอนดิน โดยการทำฝายน้ำล้น ในบริเวณจุดที่มีการปนเปื้อนแคดเมียมระดับสูง (มากกว่า ๓๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๔ จุด เพื่อดักตะกอนดินไม่ให้ไหล ไปตามลำห้วย จากนั้นทำการขุดลอกตะกอนดินที่ดักไว้เป็นระยะๆ เพื่อนำไปกำจัดต่อไป

 

หมายเหตุ

กรมควบคุมมลพิษ ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการปนเปื้อนของสารแคดเมียมเกิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์เนื่องจากพบว่าในบริเวณที่ไม่มีกิจกรรมการรบกวนจากมนุษย์มีปริมาณสารแคดเมียมน้อย

กรมทรัพยากรธรณี ระบุข้อสันนิษฐานว่าการปนเปื้อนของสารแคดเมียมเกิดจากการผุพังและชะล้างพลังทลายของดินและแหล่งแร่ที่มีอยู่ในพื้นที่โดยกระบวนการทางธรรมชาติเช่นน้ำฝนชะล้างลงมาเป็นต้น

บริษัทเหมืองผาแดงอินดัสทรีจำกัด (มหาชน) ได้ว่าจ้างศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตรายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลสรุปสาเหตุไว้2 แนวทางคือสาเหตุปัญหาแคดเมียมปนเปื้อนและที่สะสมในดินส่วนใหญ่มาในรูปแบบตะกอนที่ถูกพัดพามาโดยน้ำฝนและจากกิจกรรมการเปิดหน้าดินในที่สูงของลุ่มน้ำรวมทั้งกิจกรรมเหมืองแร่

จากการศึกษาเหล่านั้นสามารถสรุปสาเหตุและแหล่งที่มาของการปนเปื้อนแคดเมียมไว้ 3 ประการใหญ่ๆคือ

1. กระบวนการตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการผุพังสลายตัวตามธรรมชาติของดินและพัดพาเอาตะกอนดินและหินจากเทือกเขาแหล่งแร่สังกะสีที่มีแคดเมียมเกิดร่วมอยู่ด้วยลงมาทับถมสะสมตัวในที่ลุ่มซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมตั้งแต่อดีตกาล 1.8 ล้านปีล่วงมาจนถึงปัจจุบัน

2. การทำเหมืองแร่สังกะสีโดยเหมืองอาจปล่อยน้ำทิ้งและตะกอนที่มีการปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐานและการชะล้างพัดพาตะกอนจากการเปิดพื้นที่ทำเหมือง

3. การบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเกษตรซึ่งก่อให้เกิดการชะล้างพัดพาตะกอนดินการทดหรือสูบน้ำจากห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุเข้าสู่พื้นที่การเกษตรซึ่งทำให้ตะกอนธารน้ำที่ปนเปื้อนแคดเมียมไหลจากแปลงนาที่สูงกว่าสู่แปลงนาที่ต่ำกว่าและการใช้ยาฆ่าศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่าการทำเกษตรในพื้นที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการแพร่กระจายของสารแคดเมียมแต่อย่างไรก็ตาม แร่สังกะสี
มีการสะสมตัวตั้งแต่ความลึก 30 เมตรจากผิวหน้าดินลงไปโดยมีความหนาของชั้นแร่สังกะสีประมาณ 220 เมตรดังนั้นการขุดไถพรวนยกร่องปรับระดับพื้นดินเพื่อทำการเกษตรนั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองแร่

ติดต่อคณะทำงาน

ศูนย์ประสานงานคณะทำงานฯ

  • ชั้น 2 อาคารบริการวิชาการ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
  • 222 หมู่ 7 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  • 081-4425487
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Official Facebook