1. การดำเนินการชดเชยเกษตรกร ปี ๒๕๔๗ – ๒๕๕๖ วงเงินรวมทั้งสิ้น ๒๘๔.๕ ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
    1. จังหวัดตาก ได้รับอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตามแผนงานระยะสั้น ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมียมบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จำนวน ๙๒.๑ ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๗  โดยจังหวัดตากได้ชดเชยช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน ๘๖๒ ราย ในพื้นที่ ๓ ตำบล ได้แก่ ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ รวม ๑๒ หมู่บ้าน รวมพื้นที่ปลูกข้าว ๑๒,๒๓๗ ไร่
      ในอัตราไร่ละ ๓,๗๐๐ บาท  โดยจังหวัดตากได้เผาทำลายข้าวเปลือกที่เป็นผลผลิตในปี ๒๕๔๖/๒๕๔๗ จำนวน ๕๒๐ ตัน และจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอธานอล
    2. กระทรวงมหาดไทย ได้รับอนุมัติงบกลางปี ๒๕๔๘ จำนวน ๕๖.๗ ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๘ เพื่อให้จังหวัดตากนำไปจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ต้องงดปลูกข้าวและพืชอาหาร โดยจังหวัดตากได้ชดเชยให้เกษตรกร จำนวน ๙๐๓ ราย ในพื้นที่ ๑๓,๔๓๙ ไร่ ในอัตราเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๔๗ เป็นไร่ละ ๔,๒๒๐ บาท
    3. คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ มีมติเห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๑ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กระทรวงมหาดไทย จำนวน ๕๗.๗ ล้านบาท เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพของเกษตรกร และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการศูนย์อำนวยการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาวระดับจังหวัดและอำเภอ  โดยจังหวัดตากใช้งบประมาณนี้ เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพของเกษตรกร จำนวน ๘๓๕ ราย พื้นที่ ๑๓,๒๐๕ ไร่ ในอัตราไร่ละ ๔,๒๒๐ บาท ตามอัตราที่เคยช่วยเหลือในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นจำนวน ๕๕.๗ ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่เหลือประมาณ ๒ ล้านบาท ใช้ไปในการบริหารจัดการศูนย์อำนวยการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาวระดับจังหวัดและอำเภอ
    4. กระทรวงมหาดไทย ขอรับการสนับสนุนเงินงบกลาง จำนวน ๗๘ ล้านบาท เพื่อชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่โครงการ จำนวน ๑,๐๗๒ ราย ๔๖,๖๒๙.๓๕ ไร่ ปริมาณอ้อย จำนวน ๓๙๓,๒๑๗.๐๓ ตัน ในราคาตันละ ๒๐๐ บาท และ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  ครม. มีมติอนุมัติให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  ที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้กันเงินไว้เหลื่อมปีแล้ว ภายในกรอบวงเงิน ๗๘ ล้านบาท โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม ดำเนินการเกี่ยวกับหน่วยงานและสัดส่วนงบประมาณที่ต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน และให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวง พลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างยั่งยืนต่อไป แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน ๖๐ วัน
  2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม เมื่อปี ๒๕๕๒  และคณะกรรมการฯ ได้จัดทำ แผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการปรับเปลี่ยนระบบการเพาะปลูกพืชอาหารจากข้าวเป็นการปลูกอ้อยเพื่อนำไปผลิตเอธานอล ซึ่งเป็นการตัดห่วงโซ่อาหารในพื้นที่ปนเปื้อนสารแคดเมียมอย่างยั่งยืน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามแผนบูรณาการฯ ดังนี้
    1. กระทรวงมหาดไทย ได้รับเงินสนับสนุน จำนวน ๗๘ ล้านบาท เพื่อชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย (ตามข้อ 2.3.๑ (๔))
    2. กรมพัฒนาที่ดิน
      1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การก่อสร้างระบบระบายน้ำและตัดถนนทำเส้นทางในพื้นที่เพื่อการขนส่งผลิตผลทางการเกษตร โดยมีเป้าหมายตามแผนระยะทาง ๒๓๕ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๔๖,๐๓๘ ไร่ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้ระยะทางรวม ๑๒๕ กิโลเมตร
      2. ถ่ายทอดความรู้ให้กลุ่มเกษตรกรจำนวน ๒๓ กลุ่ม ใน ๒๓ หมู่บ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากสารแคดเมียม ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกอ้อย เพื่อลดต้นทุนการผลิตจัดทำโครงการวิจัยเพื่อสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตอ้อยที่เหมาะสมในที่ลุ่มที่ดอน
      3. กรมชลประทาน จัดหาน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกอ้อยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว โดยดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน งบประมาณ ๕๐๙ ล้านบาท
      4. กรมวิชาการเกษตร ศึกษาวิจัยพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้ได้อ้อยที่นำมาผลิตเอธานอลได้ผลผลิตสูง
      5. กระทรวงสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลแม่สอดจัดทำโครงการตรวจติดตามสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารแคดเมียม จัดหน่วยแพทย์ตรวจสุขภาพของประชาชน ในการประเมินภาวะสุขภาพประชากรผู้มีระดับสารแคดมียมสูงกว่าปกติ และการประเมินภาวะกระดูกพรุนในประชากรอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป จำนวน ๗,๗๓๐ ราย  โดยพบว่า มีประชาชนที่มีแคดเมียมในปัสสาวะระดับสูงเกิน ๕ ไมโครกรัมต่อกรัมครีเอตินีน (ค่าที่มีโอกาสเกิดภาวะไตสูญเสียหน้าที่) จำนวน ๗๙๕ ราย  ทั้งนี้ การเฝ้าระวังกลุ่มผู้มีสารแคดเมียมสูง ไม่พบผู้ป่วยอยู่ในระดับที่เป็นปัญหาวิกฤติ และโรงพยาบาลแม่สอดมีการออกหน่วยให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ในพื้นที่และจัดคลีนิคโรคไต เพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยที่เป็นไตวาย
      6. กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป และโครงการฝึกอบรมครูและเยาวชนให้ความรู้เรื่องสารแคดเมียมและการปลูกอ้อย โดยในปี ๒๕๕๔ ได้จัดทำแปลงสาธิตและศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกอ้อยที่โรงเรียนแม่กุวิทยา
      7. บริษัทแม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด จัดทำโครงการจัดสรรเงินทุนกู้ยืมให้แก่เกษตรกรไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท โครงการรับซื้อผลผลิตอ้อยจำกัด ในราคาประกันตันละ ๙๐๐ – ๙๕๐ บาท และจัดผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่โครงการ ตั้งงบช่วยเหลือเพื่อให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพมาปลูกอ้อยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และค่านายหน้าในการหาพื้นที่ไร่ละ ๒๐๐ บาท รวมปี ๒๕๕๕ ใช้งบประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท
      8. คณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ และมีมติสรุปได้ ดังนี้
        1. เห็นชอบการปลูกหญ้าเนเปียเป็นพืชพลังงานทดแทนในพื้นที่วงรอบ ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำนวน ๔,๖๔๗ ไร่ ตามการศึกษาของ คพ. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประธานกรรมการฯ (รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) จะหารือรายละเอียดกับอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานต่อไป
        2. เห็นชอบในการมอบหมายกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พิจารณาเสนอแนวทางการขอรับการสนับสนุนเงินชดเชยในรูปแอลกอฮอล์ (เอธานอล) เสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อีกครั้งหนึ่ง ในวงเงิน ๒๐๐ บาทต่อตัน หรือ ๒.๖๗ บาทต่อลิตร เป็นเวลา ๓ ปี หรือขอรับการสนับสนุนเงินชดเชยในรูปแบบเอธานอลในน้ำมันแก๊สโซฮอล ในวงเงิน ๐.๒๖๗ บาทต่อลิตร เป็นเวลา ๓ ปี ให้บริษัทแม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด นำไปรับซื้ออ้อยจากเกษตรกร ในราคา ๑,๑๕๐ บาทต่อตัน ให้เท่าเทียมกับราคารับซื้อของโรงงานน้ำตาล
        3. มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาในกรณีนี้ด้วยการนำเสนอข้อมูลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการฯ ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษทราบ และเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาเนื้อหาจากที่ประชุม และหากมีมติอย่างไร จะได้นำเสนอให้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน พิจารณาในประเด็นเงินชดเชย จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในโอกาสต่อไป
    3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โดยมีตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เพื่อผลิตเอทานอลเข้าร่วมการประชุมด้วย คณะกรรมการฯ ได้มีมติ ดังนี้
      1. รับทราบผลการดำเนินงานตามแผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวฯ ว่าสามารถควบคุมสารแคดเมียมในดิน น้ำ พืช และมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่มีความปลอดภัย แต่การปรับเปลี่ยนระบบการปลูกและการผลิตยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบ โดยเฉพาะการบริหารจัดการราคาอ้อยเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในราคาตันละ ๒๐๐ บาท ยังไม่ได้ดำเนินการ
      2. การจ่ายเงินชดเชยพิเศษเพิ่มเติมจากราคารับซื้อหน้าโรงงานในราคาตันละ ๒๐๐ บาท ในปีการผลิต ๒๕๕๔/๒๕๕๕ มีจำนวนเกษตรกร ๑,๐๗๒ ราย พื้นที่ปลูกอ้อย ๔๖,๖๒๙.๓๕ ไร่ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ ๓๙๓,๒๑๗.๐๓ ตัน คิดเป็นเงินชดเชยจำนวน ๗๘,๖๔๓,๔๐๖ บาท โดยกำหนดเป็นแผนงานระยะเร่งด่วนและให้จ่ายเงินชดเชยเป็น ๒ ส่วน คือ อ้อยที่ปลูกในพื้นที่ ๒๓ หมู่บ้านเป้าหมาย และอ้อยปลูกในพื้นที่ส่งเสริมของบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาดฯ และมอบให้บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาดฯ จัดทำข้อมูลรายละเอียด รายชื่อเกษตรกร พื้นที่ปลูก ผลผลิต และเงินชดเชย
      3. แผนระยะยาวมอบให้พัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพิจารณาแนวทางสนับสนุนเงินชดเชย ในรูปชดเชยเป็นเงินต่อการผลิตแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ต่อลิตร ผ่านบริษัท ปตท. ให้แก่บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด เพื่อให้บริษัทฯ สามารถรับซื้ออ้อยได้ในราคาทัดเทียมกับเกษตรกรที่ปลูกอ้อยส่งโรงงานผลิตน้ำตาล โดยเงินชดเชยจะพิจารณาปีต่อปี ราคาการชดเชยจะขึ้นกับราคาอ้อยที่เกษตรกรขายให้กับโรงงานผลิตน้ำตาล
      4. มอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักนำข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และให้กรมควบคุมมลพิษนำผลการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารแคดเมียมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
    4. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)
      1. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้รับแจ้งผลการสำรวจพบการปนเปื้อนของแคดเมียมในสิ่งแวดล้อมจาก IWMI  เมื่อประมาณกลางปี 2545  จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้าสำรวจสภาพพื้นที่และเก็บตัวอย่างคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ดิน นํ้าตะกอนธารนํ้า และหางแร่ จำนวน 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2546  เพื่อพิสูจน์หาสาเหตุแหล่งที่มาและความรุนแรงของปัญหาผลกระทบจากการแพร่กระจายของแคดเมียม รวมถึงเสนอแนะแนวทางมาตรการป้องกันแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งจากการเจาะเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินตามความลึกทุก 20 เซนติเมตรจากผิวดินถึงระดับลึก 1 - 2 เมตร จำนวน 28 หลุม ในพื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด พบดินในบริเวณต้นนํ้าห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุก่อนไหลผ่านพื้นที่ศักยภาพแร่สังกะสี ซึ่งเป็นที่ตั้งประทานบัตรเหมืองแร่ของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำ กัด (มหาชน) และบริษัทตากไมนิ่ง จำกัด รวม 10 แปลง มีแคดเมียมอยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจวัดได้ถึงตํ่ามากตลอดความลึกของชั้นดินที่เก็บตัวอย่างหนา 1 เมตร สำหรับบริเวณแหล่งศักยภาพแร่สังกะสีซึ่งเป็นเทือกเขาสูงและพื้นที่ราบตะกอนเชิงเขา ทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พบปริมาณแคดเมียมในดินสูงเกิน (ร่าง) มาตรฐานคุณภาพดินเพื่อการอยู่อาศัยและการเกษตร  (37 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) แต่ไม่เกิน (ร่าง) มาตรฐานคุณภาพดินเพื่อธุรกิจบริการ อุตสาหกรรม หรือกิจกรรมอื่นๆ (810 มิลลิกรัม/กิโลกรัม)  โดยส่วนใหญ่จะพบแคดเมียมปนเปื้อนตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงความลึกประมาณ 0.6 - 2 เมตร ด้วยความเข้มข้น 49 - 430 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  ส่วนพื้นที่ราบตะกอนนํ้าพา (alluvial plain) ตอนล่างถัดไปซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเช่นกัน พบปริมาณแคดเมียมในดินสูงเกิน (ร่าง) มาตรฐานเล็กน้อยตั้งแต่ระดับผิวดินจนถึงความลึก 0.2 - 0.4 เมตร  โดยอยู่ในช่วง 37 - 90 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีค่าลดลงและตื้นขึ้นตามระยะห่างจากแหล่งศักยภาพแร่สังกะสี  จนกระทั่งอยู่ในเกณฑ์ (ร่าง) มาตรฐานด้วยระยะห่างประมาณ 4 กิโลเมตร  นอกจากนั้นยังพบว่าดินบริเวณลุ่มนํ้าห้วยแม่ตาวซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและรองรับนํ้าล้นจากกิจกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด และดินบริเวณลุ่มนํ้าห้วยแม่กุซึ่งอยู่ทางทิศใต้และไม่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับกิจกรรมการทำ เหมือง ต่างก็มีปริมาณแคดเมียมและสังกะสีสูงตลอดความลึกตั้งแต่ผิวดินจนถึง 0.6 เมตร
      2. ในปีงบประมาณ 2547  กพร. ได้มอบหมายให้คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการศึกษาได้ดำเนินโครงการกำหนดมาตรฐานมลพิษและการจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหกรรม เพื่อศึกษาชนิดของมลพิษและปริมาณการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหการชนิดแร่สังกะสีจังหวัดตาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน สำหรับกำหนดค่ามาตรฐานการระบายมลพิษ พร้อมทั้งเสนอแนะมาตรฐานวิธีการจัดการมลพิษจากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหการชนิดแร่สังกะสีขึ้นโดยเฉพาะ ให้มีความชัดเจนเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้บรรลุมาตรฐานการระบายมลพิษที่กำหนด
    5. บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุน เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เอ็มพี เอ็นเนอร์จี จำกัด บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สร้างโรงงานผลิตเอทานอลขึ้นในอำเภอแม่สอด เพื่อรองรับอ้อยในพื้นที่ทั้งหมดสำหรับนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล โดยบริษัทฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อย และจัดสรรเงินทุนให้กู้ยืมไร่ละ ๕,๐๐๐ บาท รับซื้ออ้อยในราคาประกันตันละ ๙๕๐ บาทให้คำแนะนำการปลูกอ้อย วิจัยพันธุ์อ้อย ให้งบประมาณสนับสนุนแบ่งเป็นงบส่งเสริมตามแผนฯ ให้เป็นค่าปลูก ค่าเตรียมดิน ค่าพันธุ์ ได้จัดสรรเงินไปแล้ว ๓๑๐ ล้านบาท งบพิเศษ ๒๓๘ ล้านบาท งบกระตุ้นให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากพืชอื่นมาปลูกอ้อยอีกไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ให้ค่านายหน้าหาพื้นที่ไร่ละ ๒๐๐ บาทเป็นเงิน ๒๐ ล้านบาท บริษัทฯ ได้ส่งเสริมการปลูกอ้อยทั้งในเขตลุ่มน้ำแม่ตาวและนอกเขต โดยมีเป้าหมายต้องหาพื้นที่ปลูกอ้อยให้ได้ไม่น้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบป้อนให้เต็มศักยภาพของโรงงาน ซึ่งอ้อยนอกเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวจะปลูกในอำเภอแม่ระมาด และอำเภอพบพระ โดยบริษัทฯ ได้ใช้ระบบการจัดการด้วยระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GPS) เพื่อจัดทำทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ควบคุมพื้นที่ปลูก และการสั่งตัดอ้อยเข้าสู่โรงงาน ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมอ้อยไม่ให้ออกนอกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    6. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารแคดเมียม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ ทส.  กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จังหวัดตาก และผู้ทรงคุณวุฒิ  เพื่อกำหนดแนวทางในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๔๐ ตารางกิโลเมตร  ผลปรากฏว่า การปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน และสัตว์น้ำอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน แต่พบการปนเปื้อนสูงในดินในพื้นที่ปลูกข้าวที่ใช้น้ำจากห้วยแม่ตาว ในตะกอนดินท้องน้ำห้วยแม่ตาวและห้วยแม่กุ ในตัวอย่างข้าว และในปัสสาวะของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่
    7. กรมทรัพยากรธรณี ได้รายงานว่า สินแร่สังกะสีของแหล่งแร่ผาแดงที่มีปริมาณโลหะสังกะสีร้อยละ 15 - 30 จะมีแคดเมียมปะปนอยู่ด้วยประมาณร้อยละ 0.17 หรือ 0.3 หรือประมาณ 1,700 - 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  ซึ่งแสดงว่าสารแคดเมียมที่พบในลุ่มน้ำแม่ตาวเกิดร่วมกับแร่สังกะสี  แหล่งแร่สังกะสีนี้พบบริเวณต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ตาว  บนภูเขสูงชันและพบโผล่ให้เห็นบนผิวดินหลายแห่งในบริเวณกว้างในเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร บางแห่งที่พบว่ามีความเข้มข้นสูงและมีปริมาณมากก็จะมีการทำเหมืองแร่ ในบริเวณดอยผาแดง ที่ดำเนินการโดยบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ บริเวณดอยผาเต๊ะ ที่ดำเนินการโดย บริษัท ตากไมนิ่ง จำกัด   ประกอบกับ ตามหลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่าบริเวณนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ 25 ล้านปีมาแล้ว จึงมีการผุพังและชะล้างพังทลายลงสู่ลำห้วยตามธรรมชาติ ทับถมต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานาน มีผลให้ดินตะกอนในลำห้วยและในลุ่มน้ำมีสารแคดเมียมปนเปื้อนในปริมาณสูง นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ในพื้นที่แหล่งแร่สังกะสี ทั้งการเกษตร การก่อสร้าง หรือการทำเหมืองแร่ มีส่วนทำให้เกิดการชะล้างพังทะลายของดินที่มีแคดเมียมสูงไปสะสมในห้วยแม่ตาว รวมทั้ง คลองผันน้ำเพื่อการเกษตรของเกษตรกรด้วย ทั้งนี้ จากลักษณะของห้วยแม่ตาวที่มีตลิ่งชันและสูงจากระดับน้ำมากกว่า 1 เมตร ทำให้เกษตรกรต้องสร้างฝายกั้นน้ำขนาดเล็กเพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นจึงจะสามารถทำให้น้ำไหลไปตามคลองผันน้ำและใช้ในการเกษตร ดังนั้น ตะกอนธารน้ำที่มีแคดเมียมสูงจึงไหลไปตามคลองผันน้ำ และไปสะสมไปแปลงนาของเกษตรกรทำให้ข้าวและพืชผลอื่นๆ มีปริมาณแคดเมียมสูงตามไปด้วย วิธีการที่จะลดการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่เกษตรกรรม แบ่งได้ 2 แนวทาง คือ
      1. การลดปริมาณแคดเมียมที่เข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น การผันน้ำจากบริเวณต้นน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมโดยตรง การสร้างบ่อดักตะกอนไมให้ตะกอนธารน้ำไหลเข้าสู่เข้าแปลงนา เป็นต้น
      2. การลดปริมาณของแคดเมียมที่จะเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร เช่น การส่งเสริมให้มีการปลูกพืชที่ไม่ใช้ในการบริโภคบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูง (เช่น ยางพารา ละหุ่ง ไม้ดอกไม้ประดับ เป้นต้น) การปรับปรุงดินเพื่อให้แคดเมียมไม่ถูกดูดซึมด้วยการเติมผลหินปูนหรือดินขาวบางชนิดบริเวณที่มีการปนเปื้อนต่ำ  การควบคุมปริมาณน้ำระหว่างการทำนาช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง การขุดหน้าดินในบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูงมากไปทิ้ง เป็นต้น
    8. ปี ๒๕๔๗  ถึงปัจจุบัน  กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนตะกอนดิน พบว่าระดับการปนเปื้อนแคดเมียมในตะกอนดินมีแนวโน้มลดลง กล่าวคือ เมื่อปี ๒๕๔๗ พบแคดเมียมในตะกอนดินในลำห้วยแม่ตาวบริเวณผ่านเหมืองและท้ายเหมือง ๖๑ – ๓๒๖ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และเมื่อปี ๒๕๕๕ พบแคดเมียมในตะกอนดินในบริเวณดังกล่าว ลดลงเหลือ ๓.๔๐ – ๓๐.๐๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  รวมทั้ง ได้จัดทำแผนการเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาวและแม่กุ และดำเนินการตามแผนโดยตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินเป็นประจำทุกปี ปีละ ๒ ครั้ง (ไม่ได้ตรวจคุณภาพน้ำ น้ำใต้ดินและสัตว์น้ำ เนื่องจากการปนเปื้อนแคดเมียมไม่เกินค่ามาตรฐานฯ มาโดยตลอด)
    9. ในปี ๒๕๕๐ ทส. โดย คพ. ได้เสนอผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการปนเปื้อนสารแคดเมียมต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ มีมติรับทราบผลการศึกษาแหล่งที่มาของแคดเมียมที่ปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ตาว ครอบคลุมพื้นที่ ๔๐ ตารางกิโลเมตร และในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีมติมอบหมาย ทส. ดำเนินการจ้างหน่วยงานกลางเพื่อศึกษาสำรวจ สาเหตุ ที่มา และขอบเขตของการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว และให้ควบคุมดูแลการดำเนินการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
    10. ในปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๓   คพ. ได้ดำเนินโครงการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยว่าจ้างบริษัทยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และศูนย์วิจัยน้ำบาดาล คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่ปรึกษา โดยสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาของการปนเปื้อนของสารแคดเมียมครอบคลุมพื้นที่ ๔๐,๐๐๐ ไร่ พบว่า พื้นที่ที่มีสารแคดเมียมต่ำกว่า ๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมมีพื้นที่ ๓๖,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ที่เกิน ๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมแต่ไม่เกิน ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ และมีพื้นที่ที่เกิน ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมถือว่าปนเปื้อนในระดับวิกฤตมีประมาณ ๓๒ ไร่ เป็นนาข้าวอยู่ในชุมชนกะเหรี่ยงพื้นเมือง จึงต้องมีแนวทางให้เกษตรกรในพื้นที่วิกฤตเปลี่ยนระบบการผลิตไม่ปลูกพืชอาหาร
    11. เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๕๖ ได้รับทราบผลการศึกษาโครงการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และมีมติเห็นชอบตามคณะกรรมการควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอดังนี้
      1. แนวทางการจัดการดินและตะกอนดิน โดยการปลูกพืชทางเลือกในพื้นที่เกษตรกรรม ได้แก่ พืชพลังงาน (อ้อย) จำนวน ๓,๕๖๖ ไร่ และการขุดลอกหน้าดินและนำดินสะอาดมาถมทับหน้าดิน จำนวน ๒๔๘ ไร่ รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓,๘๑๔ ไร่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
        1. การจัดการดินปนเปื้อนแคดเมียมระดับสูง (มากกว่า ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๒๔๘ ไร่ โดยวิธีการขุดลอก แล้วนำไปฝังกลบและปิดทับด้วยดินสะอาด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าบริหารจัดการในช่วงระยะเวลา ๔ ปี จำนวน ๒๓๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายไร่ละประมาณ ๙๔๐,๐๐๐ บาท
        2. การจัดการดินปนเปื้อนแคดเมียมระดับปานกลาง (มากกว่า ๓ - ๓๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) จำนวน ๓,๕๖๖ ไร่ โดยวิธีการปลูกพืชทดแทนโดยเฉพาะการปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอธานอล เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อน อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมี การส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่ปนเปื้อนอยู่แล้ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าบริหารจัดการ ในช่วงระยะเวลา ๔ ปี จำนวน ๑๗๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายไร่ละประมาณ ๔๘,๐๐๐ บาท  โดยให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบปริมาณแคดเมียมในดินอย่างต่อเนื่อง หากพบว่า การปนเปื้อนไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรดำเนินการศึกษาทบทวนเพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสมต่อไป
      2. แนวทางการจัดการตะกอนดินในลำห้วยแม่ตาวและแม่กุ โดยขุดลอกเฉพาะบริเวณที่มีการปนเปื้อนแคดเมียมสูงในลำห้วยแม่ตาว จำนวน ๓ จุด และลำห้วยแม่กุ จำนวน ๑ จุด เนื่องจากการปนเปื้อนแคดเมียมในน้ำในลำห้วย น้ำใต้ดิน และสัตว์น้ำ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และการปนเปื้อนแคดเมียมในตะกอนดินมีแนวโน้มลดลง โดยการขุดลอกตะกอนดินเฉพาะบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูง ในลำห้วยแม่ตาวและแม่กุ รวมจำนวน ๔ จุด และนำไปกำจัดยังหลุมฝังกลบในพื้นที่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าบริหารจัดการในช่วงระยะเวลา ๔ ปี จำนวน ๓๒ ล้านบาท ส่วนตะกอนดินในบริเวณอื่นของห้วยแม่ตาว และแม่กุ ควรปล่อยให้มีการบำบัดโดยธรรมชาติ เนื่องจากการปนเปื้อนในตะกอนดินมีแนวโน้มลดลง

ติดต่อคณะทำงาน

ศูนย์ประสานงานคณะทำงานฯ

  • ชั้น 2 อาคารบริการวิชาการ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
  • 222 หมู่ 7 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  • 081-4425487
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Official Facebook