1. เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๗  เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ ให้ตรวจสอบข้าวที่ปลูกในพื้นที่ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด ว่ามีการปนเปื้อนสารแคดเมี่ยมหรือไม่ อย่างไร โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์  ฉายแสง) รับเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานและแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง 

2. เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๗  อนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ คือแผนงานระยะสั้นในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว จังหวัดตาก และอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานตามแผนงานฯ จำนวน ๙๒,๑๓๕,๖๐๐ บาท ประกอบด้วย 

  1. แผนงานจัดการข้าวที่ปนเปื้อน จำนวน 83,533,122 บาท  
  2. แผนการตรวจสอบและจัดการข้าวผลผลิตใหม่ จำนวน       580,480 บาท  
  3. แผนการกำหนดเขตควบคุมการเพาะปลูกและพัฒนาอาชีพ จำนวน   4,322,000 บาท  
  4. แผนการติดตามเฝ้าระวังสุขภาพพลานามัยของประชาชน จำนวน   3,200,000 บาท
  5. แผนการประชาสัมพันธ์ จำนวน     500,000 บาท

โดยให้จังหวัดตากจัดทำรายละเอียดโครงการ และประมาณการค่าใช้จ่ายผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณโดยตรงต่อไป ทั้งนี้ ครม. มีมติเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนแผนงานจัดการข้าวปนเปื้อน โดยอนุมัติในหลักการให้เบิกจ่ายตามความจำเป็นเท่าที่ต้องจ่ายจริง และให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการประสานการดำเนินการต่างๆ ให้แล้วเสร็จครบถ้วนโดยเร็วต่อไป(โดยใช้เงินส่วนหนึ่งจากงบประมาณก้อนนี้ไปชดเชยช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน ๘๖๒ ราย ในพื้นที่ ๓ ตำบล คือ ต.พระธาตุผาแดง ต.แม่ตาว และ ต.แม่กุ รวม ๑๒ หมู่บ้าน รวมพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ ๑๓,๒๓๗ ไร่ ในอัตราไร่ละ ๓,๗๐๐ บาท ให้เกี่ยวข้าวหรือตัดทำลายทิ้งให้หมด เพื่อควบคุมข้าวที่ปนเปื้อนสารแคดเมียมไม่ให้จำหน่ายออกสู่ตลาดเพื่อมิให้ผู้บริโภคข้าวในตลาดต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย)

3. เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๘  เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คือ แผนงานการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ต้องงดปลูกข้าวและพืชอาหารในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว อำเภอแม่สอด และอนุมัติเงินงบกลางปี ๒๕๔๘ ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน ๕๖,๗๑๑,๙๔๗ บาท เพื่อให้จังหวัดตากนำไปจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกร จำนวน ๙๐๓ ราย ที่ต้องงดปลูกข้าวและพืชอาหารในพื้นที่ ๑๓,๔๓๙ ไร่ ในอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็นไร่ละ ๔,๒๒๐ บาทต่อไร่ และมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อฟื้นฟูสภาพดินในบริเวณลุ่มน้ำแม่ตาว และส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากที่ดินในการประกอบอาชีพในบริเวณดังกล่าวตามความเหมาะสม

4. เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๑ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๔๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๕๗,๗๓๐,๐๖๐ บาท เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพของเกษตรกร โดยใช้งบประมาณก้อนนี้เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพของเกษตรกร จำนวน ๘๓๕ ราย พื้นที่ ๑๓,๒๐๕ ไร่ ในอัตราไร่ละ ๔,๒๒๐ บาท ตามอัตราที่เคยช่วยเหลือในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นจำนวน ๕๕,๗๒๕,๑๐๐ บาท ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกนิดหน่อยนำไปใช้ในการบริหารจัดการศูนย์อำนวยการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาวระดับจังหวัดและอำเภอ  พร้อมกับการวางแผนระยะยาวด้วยการให้เกษตรกรหันไปปลูกอ้อยเพื่อผลิต
เอทานอลแทนข้าวในพื้นที่เป้าหมายที่ปนเปื้อนแคดเมียมจำนวน ๑๓,๒๓๗ ไร่ เพื่อหวังที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรจากการปลูกพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงาน โดยอนุมัติให้กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๔๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน ๑๑,๕๑๑,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอล

5. วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕  อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) คือรับทราบผลความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารแคดเมี่ยมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว และการดำเนินงานตามแผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๗ 

  1. มอบหมายคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม พิจารณาปรับปรุงยุทธศาสตร์และแนวทางการใช้ประโยชนที่ดิน พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเวนคืนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในแต่ละระดับความเข้มข้นของสารแคดเมียม 
  2. มอบหมายกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พิจารณาแนวทางการให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่โครงการฯ ภายใต้ขอบเขตที่กองทุนน้ำมันฯ สามารถดำเนินการได้ โดยอ้างอิงการคำนวณเช่นเดียวกับมันสำปะหลังซึ่งนำไปผลิตเป็นเอทานอล พร้อมระบุหน่วยงานและสัดส่วนงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวฯ 
  3. ให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารแคดเมียมในลุ่มน้ำตาว จังหวัดตากอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของนายกรัฐมนตรีไปดำเนินการด้วย กล่าวคือ ในระยะแรกเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารแคดเมียม อาจต้องมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม เพื่อมิให้เกิดปัญหาลักษณะเช่นนี้อีก ในปีต่อไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดแผนระยะยาวและเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือ

6. วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  ครม. มีมติอนุมัติให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  ที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้กันเงินไว้เหลื่อมปีแล้ว ภายในกรอบวงเงิน ๗๘ ล้านบาท โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม ดำเนินการเกี่ยวกับหน่วยงานและสัดส่วนงบประมาณที่ต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน และให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวง พลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างยั่งยืนต่อไป แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน ๖๐ วัน

 

ติดต่อคณะทำงาน

ศูนย์ประสานงานคณะทำงานฯ

  • ชั้น 2 อาคารบริการวิชาการ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
  • 222 หมู่ 7 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  • 081-4425487
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Official Facebook