1. การป้องกันและแก้ไขการปนเปื้อนแคดเมียมในอนาคต
    1. หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จะต้องดำเนินการติดตามตรวจสอบกำกับดูแลและเฝ้าระวังการทำเหมืองแร่สังกะสีบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มีการดำเนินการถูกต้องและปลอดภัยตามแผนผังโครงการทำเหมือง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเหมืองแร่โดยเคร่งครัดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน
    2. หน่วยงานเอกชนผู้เป็นเจ้าของเหมืองแร่ จะต้องดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามแผนผังโครงการทำเหมือง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเหมืองแร่โดยเคร่งครัดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน
    3. หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค เป็นต้น ควรมีการเฝ้าระวัง ตรวจสอบและติดตามการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ได้แก่ ตัวอย่างดิน ตะกอนดิน คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน สัตว์น้ำ และพืชเศรษฐกิจ เพื่อตรวจสอบปริมาณและการแพร่กระจายแคดเมียมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ ควรเพิ่มเติมการติดตามเฝ้าระวังการปนเปื้อนในอาหารที่มีการปนเปื้อนสูงและอาหารที่เป็นที่นิยมในการบริโภคในพื้นที่ด้วย
    4. การเฝ้าระวังและสร้างเครือข่ายติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมและรายงานผลต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ
  2. การฟื้นฟูและบำบัดพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม
    1. การบำบัด ฟื้นฟูและกำหนดพื้นที่ปนเปื้อนให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนแคดเมียมในระดับสูง (Hot Spot) จำเป็นต้องควบคุมด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่อันอาจจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้ โดยหากประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินปัจจุบันในอนาคต เช่น มีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชที่สามารถบริโภคได้ในพื้นที่ชุมชน พื้นที่พักอาศัย และการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้จะยิ่งเป็นการเพิ่มระดับความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหายิ่งขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงควรเร่งดำเนินการบำบัด ฟื้นฟูในทุกสภาพพื้นที่ที่เป็นพื้นที่วิกฤต (Hot Spot)
    2. ในพื้นที่ที่พบการปนเปื้อนทั้งในระดับปานกลางและระดับสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับทราบ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลแนวทางการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงและลดโอกาสการได้รับสัมผัสแคดเมียม
    3. วิธีการบำบัด ฟื้นฟูที่เสนอแนะ เป็นเพียงแนวทางในภาพรวมเท่านั้น ซึ่งหากจะนำไปประยุกต์ใช้จริงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรควรมีการศึกษาความเหมาะสมเฉพาะในแต่ละพื้นที่อีกครั้งก่อนมีการนำไปประยุกต์ใช้ โดยทำเป็นแปลงสาธิตกึ่งทดลองในพื้นที่ที่พบการปนเปื้อนแคดเมียมจริง เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการบำบัดก่อนนำไปใช้จริง เนื่องจากในแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะที่ตั้ง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และคุณสมบัติของดินที่แตกต่างกัน อาจทำให้ประสิทธิภาพของการบำบัดแตกต่างกัน
    4. เพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการบำบัดที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการทดลองด้วยความสมัครใจหรือการสร้างแรงจูงใจให้เข้าร่วมโครงการเพื่อจัดทำแปลงสาธิตกึ่งทดลองนี้
    5. การปลูกพืชทางเลือกในการบำบัด ฟื้นฟูแคดเมียมในพื้นที่นั้น จำนวนรอบการปลูก และอัตราการดูดซับสารพิษของพืชอาจไม่คงที่และมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการพื้นที่ เช่น ระยะห่างการปลูกพืช จำนวนครั้งของการปลูก คุณสมบัติของดิน รูปแบบการให้น้ำ การบำรุงรักษาและฤดูกาลปลูก เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรควรศึกษาวิธีการปลูก การบำรุงรักษา รวมทั้งโรคและแมลงให้ชัดเจนก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้จริงในแปลงเกษตรของตน
    6. การบำบัดและฟื้นฟูตะกอนดินในลำห้วย เสนอให้ใช้เทคโนโลยีการบำบัดและฟื้นฟูด้วยการสร้างฝายดักตะกอนดิน (Rock Check Dam)
    7. การบำบัดฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่ปนเปื้อน จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ตามวิถีชีวิตเดิมซึ่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ดังนั้น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาดูแลและกำหนดมาตรการแก้ไข เช่น การส่งเสริมเรื่องอาชีพเสริมอื่นๆ เพื่อทดแทนรายได้ การจ้างงานจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ เป็นต้น
    8. การดำเนินการเพื่อบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนนั้น จะต้องดำเนินการศึกษารายละเอียดขั้นตอน รวมถึงแผนการดำเนินงานแยกเป็นกรณีๆ ไปตามพื้นที่ปนเปื้อนอีกครั้งหนึ่ง ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมด้วยตั้งแต่ต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และเกิดการยอมรับในการดำเนินงานดังกล่าว
    9. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการบำบัดฟื้นฟูต่อเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ของตนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
    10. หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องควรกำหนดมาตรการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อปลูกพืชบำบัด รวมถึงการกำหนดมาตรการส่งเสริมด้านการตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ในช่วงที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ควรมีการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังปริมาณการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ที่ทำการบำบัดฟื้นฟูแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบสถานการณ์ปัจจุบัน และใช้เป็นข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต
  3. การวิจัยและพัฒนาระบบฐานข้อมูลพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม
    1. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่ปนเปื้อนสารแคดเมียมในสิ่งแวดล้อม และแสดงผลการตรวจเฝ้าระวังด้านสุขภาพของประชาชนร่วมกัน เพื่อให้มีแผนที่อ้างอิงฉบับเดียวกันสำหรับใช้ประกอบการกำหนดแผนปฏิบัติงานและบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
    2. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรจัดเตรียมแผนงานการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการเกษตรเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เตรียมตัวในการกำหนดวิถีชีวิตทางอาชีพของตนเองได้
    3. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร ในกรณีพื้นที่มีการปนเปื้อนสูงและจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนชนิดของพืชที่ปลูก
  4. การเฝ้าระวังด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
    1. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเผยแพร่ข้อมูลแนวทางการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงและลดโอกาสการได้รับสัมผัสแคดเมียม โดยเฉพาะจากการบริโภค ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการได้รับแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย อาทิเช่น ประเภทและชนิดของอาหารที่ควรบริโภคหรือหลีกเลี่ยง ระดับความเข้มข้นของแคดเมียมที่ปนเปื้อน และปริมาณและความถี่ของอาหารที่บริโภค
    2. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อแนะนำไม่ให้ประชาชนบริโภคข้าวที่ปลูกในพื้นที่ศึกษาที่มีปริมาณการปนเปื้อนแคดเมียมสูง
    3. หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรมีการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยการเฝ้าระวังระดับแคดเมียมในร่างกายและการทำงานของไตในพื้นที่เสี่ยง
  5. การสื่อสารต่อสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
    1. สำหรับในพื้นที่ที่มีค่าการปนเปื้อนมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชบริโภคเป็นอาหาร เนื่องจากพืชสามารถดูดซับ และสะสมแคดเมียมได้ ได้ ซึ่งหากรับประทานเข้าไปอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
    2. หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบข้อเท็จจริง สถานการณ์ปัจจุบัน และมีส่วนร่วมตัดสินใจ แสดงความคิดเห็น และร่วมกันเฝ้าระวัง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เป็นที่ยอมรับ และการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง
    3. ควรสร้างกระบวนการและกลไกการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบข้อมูลเป็นลำดับขั้น โดยผ่านกระบวนการกลุ่ม หรือศูนย์กลางเครือข่ายการทำงาน เพื่อประสานงานและดำเนินการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม โดยมีคณะกรรมการในระดับจังหวัดที่จะสานต่อนโยบายจากหน่วยงานกลาง หน่วยงานระดับอำเภอ ระดับตำบล ผู้นำ/ผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อาสาสมัครในชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น ตลอดจนผู้แทนกลุ่มอาชีพ ร่วมกันเป็นคณะกรรมการทำงาน โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะแบ่งเป็นคณะทำงานย่อยๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการในด้านต่างๆ ได้ เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การติดตามตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวัง ประเมินผลพื้นที่ โดยเงินสนับสนุนการทำงานควรมาจากหลายภาคส่วน เช่น เงินงบประมาณของรัฐ เงินสมทบจากชุมชนรายได้จากการบริหารเงินทุน และเงินสนับสนุนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการทำงานของคณะกรรมการต่อไป

 

ติดต่อคณะทำงาน

ศูนย์ประสานงานคณะทำงานฯ

  • ชั้น 2 อาคารบริการวิชาการ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
  • 222 หมู่ 7 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  • 081-4425487
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Official Facebook