กรณีการใช้เทคโนโลยีการบำบัด ฟื้นฟูดินและตะกอนดินในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว ได้มีการเสนอแนวทางการบำบัดฟื้นฟูที่มีการปนเปื้อนแคดเมียม เพื่อใช้เป็นแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริงในอนาคต  โดยแนวทางการบำบัด ฟื้นฟูจะคัดเลือกพื้นที่ที่อยู่ต้นน้ำเป็นลำดับแรก ได้แก่ พื้นที่บริเวณบ้านพะเด๊ะ เนื่องจากอยู่ต้นลำห้วยแม่ตาว รองลงมาพื้นที่บริเวณบ้านแม่ตาวใหม่ และพื้นที่บริเวณบ้านแม่ตาวแพะ

เทคโนโลยี/ทางเลือก

ข้อดี

ข้อด้อย/ข้อจำกัด

ค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ

1. การขุดลอกดินออกนอกพื้นที่ และนำไปกำจัดยังหลุมฝังกลบที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ศึกษา

รายละเอียด

ขุดลอกดินออกนอกพื้นที่ และนำไปกำจัดที่หลุมฝังกลบที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ศึกษาพร้อมทั้งจัดหาแหล่งดินสะอาดเพื่อนำมาถมที่ดินและปรับปรุงที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการปลูกพืชทั้งนี้ก่อนการก่อสร้างหลุมฝังกลบควรมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความเหมาะสม

ระยะเวลาดำเนินการ

ระยะเตรียมการ (การจัดหาและเตรียมสถานที่ฝังกลบ รวมทั้งการทำรายงาน EIA ประเภทรุนแรง) ประมาณ 2 ปี

ระยะเวลาขุดลอก และขนไปบำบัด 2 ปี

ระยะเวลาการติดตามตรวจสอบ อย่างน้อย 2 ปี

 

- สามารถลดการปนเปื้อนแคดเมียมในดินได้ทุกระดับความเข้มข้น

- ใช้ระยะเวลาในการบำ บัดสั้นกว่าการใช้วิธีการ

ปลูกพืช หรือธรรมชาติบำบัด

- ควบคุมปริมาณ และความลึกของดินที่จะบำบัด

ได้

 

- มีค่าการลงทุนสูง เช่น อุปกรณ์ขุดลอกดิน ค่าแรงงานคน ค่าการลงทุน ก่อสร้างหลุมฝังกลบ

- เหมาะสมกับขนาดพื้นที่เล็ก

- ต้องจัดหาพื้นที่ฝังกลบดินที่ปนเปื้อน ซึ่งไม่ควรตั้งอยู่ห่างพื้นที่มากกว่า 20 กิโลเมตร ไม่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ และควรมีการจัดทำประชาพิจารณ์ รวมทั้งมีการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

- ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบประสิทธิภาพของหลุมฝังกลบ

- ต้องจัดหาดินใหม่เพื่อมาปรับถมหน้าดินเดิม ซึ่งจะต้องเป็นดินที่สามารถทำการเกษตรได้

- อาจมีการปนเปื้อนนอกพื้นที่ขณะการขนย้าย

 

เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง จึงเสนอให้ใช้กับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนดินมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือพื้นที่ Hot Spot จำนวน 248 ไร่ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย

- ค่าลงทุน (ก่อสร้างหลุมฝังกลบ) ประมาณ 120 ล้านบาท

- การจัดทำรายงาน EIA (ประเภทรุนแรง) ประมาณ 10 ล้านบาท

- ค่าดำเนินการ (ขุดลอก การถมที่ดิน ค่าแรงคนงาน ค่าน้ำมัน ฯลฯ) ประมาณ 276 ล้านบาท

- ค่าชดเชยรายได้ในเกษตรกรในขณะการขุดลอก ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี (อย่างน้อย4 ปี)

- ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือ (30% ของค่าใช้จ่าย)

ประมาณ 118 ล้านบาท

- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประมาณ 2ล้านบาท

สรุปค่าใช้จ่าย

รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 527 ล้านบาทหรือ ประมาณ 2 ล้านบาทต่อไร่

 

ปริมาณดินที่มีการปนเปื้อนมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (พื้นที่Hot Spot) (248 ไร่ ลึก 0.5 เมตร) ที่ต้องทำการขุดลอก

เท่ากับ 198,400 ลูกบาศก์เมตร

2. การขุดลอกดินออกนอกพื้นที่ และนำไปกำจัดยังศูนย์บริการกำจัดกากของเสีย(เบื้องต้น ศูนย์บริการรับกำจัดกากของเสีย(GENCO) ที่จังหวัดลำพูน)

รายละเอียด

ขุดลอกดินออกนอกพื้นที่ และนำไปกำจัดที่บริษัทหรือสถานที่กำจัด พร้อมทั้งจัดหาแหล่งดินสะอาดเพื่อนำมาถมที่ดิน และปรับปรุงที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการปลูกพืช

ระยะเวลาดำเนินการ

ระยะเตรียมการ (การจัดหาบริษัทหรือสถานที่รับ

กำจัด) ภายใน 6 เดือน -1 ปี ระยะเวลาขุดลอก และขนไปบำบัด 2 ปี ระยะเวลาการติดตามตรวจสอบ อย่างน้อย 2 ปี

หลัง

- สามารถลดการปนเปื้อนแคดเมียมในดินได้ทุกระดับความเข้มข้น

- ใช้ระยะเวลาในการบำบัดสั้นกว่าการใช้วิธีการ

ปลูก พืช หรือธรรมชาติบำบัด

- ควบคุมปริมาณ และความลึกของดินที่จะบำบัดได้

- ไม่ต้องติดตามตรวจสอบหลุมฝังกลบในระยะยาว

 

มีค่าการลงทุนสูง เช่น อุปกรณ์ขุดลอกดิน ค่าแรงงานคน และค่ากำจัด

- เหมาะสมกับขนาดพื้นที่จำกัด

- ต้องจัดหาดินใหม่เพื่อมาปรับถมหน้าดินเดิม ซึ่งจะต้องเป็นดินที่สามารถทำการเกษตรได้

- ต้องจัดหาสถานที่รับดินปนเปื้อนเพื่อนำไปกำจัด เนื่องจากดินที่ต้องการกำจัดมีปริมาณมาก

- อาจมีการปนเปื้อนนอกพื้นที่ขณะการขนย้าย

- ประชาชนไม่มั่นมใจว่าจะเกิดการปนเปื้อนกลับมาใหม่ได้

เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง จึงเสนอให้ใช้กับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนดินมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือพื้นที่ Hot Spot จำนวน 248 ไร่

ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย

- ค่าดำเนินการ (ขุดลอก การถมที่ดิน ค่าแรงคนงาน ค่าน้ำมัน และค่ากำจัด ฯลฯ)

ประมาณ 2,100 ล้านบาท

- ค่าชดเชยรายได้ในเกษตรกรในขณะการขุดลอก ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี (อย่างน้อย4 ปี)

- ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือ (30% ของค่าใช้จ่าย) ประมาณ 615 ล้านบาท

- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประมาณ 2 ล้านบาท

สรุปค่าใช้จ่าย

รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 2,718 ล้านบาทหรือ

ประมาณ 11 ล้านบาทต่อไร่

 

 

 

3. การถมหน้าดินในพื้นที่ (soil dressing)

รายละเอียด

การจัดหาแหล่งดินสะอาดเพื่อนำมาถมที่ดิน (ชั้นหน้าดินใหม่ประกอบด้วยชั้นดินรองพื้น ซึ่งเป็นดินที่ไม่มีธาตุอาหารมีความลึกประมาณ 0.2 เมตรและถมทับด้วยดินที่มีฮิวมัสอีกประมาณ 0.3 เมตร รวมความลึก 0.5 เมตร)

และปรับปรุงที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการปลูกพืชพร้อมทั้งปรับปรุงเรื่องคันนา และการจัดการระบบชลประทาน

ระยะเวลาดำเนินการ

ระยะเตรียมการ (การจัดหาแหล่งดินสะอาด) ภายใน 6 เดือน -1 ปี

ระยะเวลาการถมดิน และปรับปรุงคุณภาพดิน 2 ปี

ระยะเวลาการติดตามตรวจสอบ อย่างน้อย 2 ปีหลัง

- สามารถลดผลกระทบจากการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ได้ทันทีที่ทุกระดับความเข้มข้น

- ใช้ระยะเวลาในการบำบัดสั้นกว่าการใช้วิธีการปลูกพืช หรือธรรมชาติบำบัด

- ปฏิบัติได้ง่าย และใช้อย่างกว้างขวาง

- ลดการปนเปื้อนแคดเมียมนอกพื้นที่

- เป็นวิธีการอันดับแรกๆ ของประเทศญี่ปุ่นในการใช้บำบัดดินที่ปนเปื้อนแคดเมียม

- มีค่าการลงทุนสูง เช่น อุปกรณ์ขนดิน ค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน ค่าหน้าดิน

- เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย

- ต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่

- ต้องจัดหาดินสะอาดมาถมทับดินที่ปนเปื้อนเดิม

- ต้องมีการจัดการระบบชลประทานในพื้นที่ถมใหม่

- ต้องมีการติดตาม ตรวจสอบค่าการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่

- หากน้ำ ใต้ดินมีระดับสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการปนเปื้อนของหน้าดินใหม่

เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง จึงเสนอให้ใช้กับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนดินมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือพื้นที่ Hot Spot จำนวน 248 ไร่ ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย

- ค่าดำเนินการ (การถมที่ดิน ค่าแรงคนงาน ค่าน้ำมัน ฯลฯ) ประมาณ 198 ล้านบาท

- ค่าชดเชยรายได้ในเกษตรกรในขณะการถมที่ดิน ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี (อย่างน้อย 3 ปี)

- ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือ (30% ของค่าใช้จ่าย) ประมาณ 59 ล้านบาท

- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประมาณ 2 ล้านบาท

สรุปค่าใช้จ่าย

รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 260 ล้านบาทหรือ ประมาณ 1 ล้านบาทต่อไร่

 

 

 

 

 

4. การจัดการด้วยการใช้สารเคมี

รายละเอียด

การใช้สารเคมี เช่น สาร FeCl3 สาร CaCl2 สาร

EDTA และสาร CaO (ปูนขาว) มาทำปฏิกิริยากับแคดเมียมในดินที่ปนเปื้อน เพื่อเปลี่ยนรูปแคดเมียม และนำไปกำจัดต่อไป ทั้งนี้ ได้เสนอวิธีการประยุกต์ ใช้ร่วมกับการปลูก

หญ้าแฝกลุ่ม เพื่อกรองไอออนแคดเมียมที่ละลายน้ำ เป็นการบำบัดน้ำก่อนเข้าแปลงนา คือ การปลูกหญ้าแฝกลุ่ม เพื่อกรองตะกอนและดูดซับแคดเมียม รวมทั้งใช้สารแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) ทำปฏิกิริยาให้แคดเมียมตกตะกอนและปล่อยน้ำไหลผ่าน เพื่อดันตะกอน และน้ำ

เสียที่ไม่ตกตะกอนไปกักเก็บไว้ในบ่อตกตะกอน และบ่อพักน้ำเสีย เพื่อส่งไปกำจัดที่ศูนย์รับกำจัดกากของเสีย

ระยะเวลาดำเนินการ

ระยะเตรียมการ (การศึกษาและทำแปลงทดลอง) 

อย่างน้อย 1 ปี

ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี

ระยะเวลาการติดตามตรวจสอบ อย่างน้อย 2 ปี

 

 

 

 

 

 

 

- ลดการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่แปลงนาได้

- หลังจากการบำ บัด เกษตรกร สามารถปลูกข้าวในพื้นที่ได้

- ต้องศึกษาประสิทธิภาพการตกตะกอนอย่างละเอียด

- ต้องมีการศึกษาปริมาณสารเคมีที่ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง

- ขณะทำการบำบัดไม่สามารถปลูกข้าวในแปลงนาได้

- ต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่

- มีค่าการลงทุนสูงในการบำบัดตะกอนและน้ำเสีย

- อาจเกิดการแพร่กระจายแคดเมียมจากการขนย้ายน้ำเสีย/ตะกอนได้

 

เสนอใช้กับพื้นที่ที่ยังคงต้องการปลูกข้าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า มีพื้นที่นาที่มีปริมาณแคดเมียมปนเปื้อนมากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม รวม 1,521 ไร่ จึงคิดค่าใช้จ่ายดังนี้

- ค่าดำเนินการ (ค่าสารเคมี ค่าบำบัดน้ำเสีย และค่าแปลงทดลอง ฯลฯ) ประมาณ 9,136 ล้านบาท

- ค่าชดเชยรายได้ในเกษตรกรในขณะดำเนินการบำบัด ประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี (อย่างน้อย 2 ปี)

- ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือ (30% ของค่าใช้จ่าย) ประมาณ 914 ล้านบาท

- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ประมาณ 2 ล้านบาท

สรุปค่าใช้จ่าย

รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 10,058 ล้านบาทหรือ

ประมาณ 6.6 ล้านบาทต่อไร่

 

ใช้กับพื้นที่นาข้าวมีการปนเปื้อนของแคดเมียมมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม คิดเป็นพื้นที่ 32 ไร่ และที่มีการปนเปื้อน

ของแคดเมียมระหว่าง 3-30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมคิดเป็นพื้นที่ 1,489 ไร่ รวม 1,521 ไร่

5. การจัดการด้วยพืชในพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟู โดยการใช้พืชทางเลือก

รายละเอียด

การสนับสนุนให้ปลูกพืชที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ

และบำบัดแคดเมียมในดินโดยเบื้องต้น ได้ทบทวนชนิดพืชทางเลือกหลายชนิด เช่น

- สาบเสือ มีประสิทธิภาพการดูดซับสูง แต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ (เช่น ทำสารกำจัดศัตรูพืช) หรือไม่มีเลย

- อ้อย มีประสิทธิภาพการดูดซับระดับปานกลาง

แต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

- ดาวเรือง มีประสิทธิภาพการดูดซับระดับต่ำ และข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกควรเป็นที่ดอนแต่มีน้ำเพียงพอ แต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในพื้นที่เกี่ยวกับการปลูกข้าวเมล็ดพันธุ์ จะตามหลักการถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตที่พืชรุ่นถัดไปจะมีการสะสมของสารพิษอยู่เพียงร้อยละ 10 ของสารพิษที่สะสมอยู่ในต้นแม่พันธุ์ทั้งหมด แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับการบำบัดแคดเมียมโดยใช้พืชเมล็ดพันธุ์อย่างแน่ชัด

ดังนั้น จึงเสนอให้เลือก “อ้อย”

ระยะเวลาดำเนินการ (อ้อย)

ด้วยปริมาณการปนเปื้อนแคดเมียมในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถคำนวณระยะเวลาได้แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ได้คำนวณระยะเวลาในการลดปริมาณแคดเมียมในดิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จะใช้เวลาประมาณ 4 ปี ดังนั้น หาก

คำนวณเป็นลักษณะบัญญัติไตรยางค์แล้ว หากมีการปนเปื้อนแคดเมียม 3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต้องการลดแคดเมียมให้มีปริมาณความเข้มข้นที่ปลอดภัย (ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม) จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี แต่ถ้ามีการปนเปื้อนแคดเมียม 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ต้องการลดแคดเมียมให้มีปริมาณความเข้มข้นที่ปลอดภัยจะต้องใช้เวลา 108 ปี เป็นต้น

- ลดการปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ได้ทุกสภาพพื้นที่

- พืชช่วยลดการไหลบ่า และการพังทลายของหน้าดิน

- สามารถนำ พืชมาขายสร้างรายได้ให้กับเจ้าของพื้นที่

- สามารถลดการแพร่กระจายแคดเมียมไปในพื้นที่อื่นๆ

- เป็นวิธีที่ปฏิบัติง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย

- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

- มีค่าการลงทุนต่ำ

 

- ใช้ระยะเวลาในการบำบัดนาน

- ต้องหาตลาดรองรับพืชที่จะนำมาขายภายหลังการบำบัด

- พืชบางชนิด ภายหลังการบำบัดไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้

- ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ปนเปื้อนในระดับลึกมากๆ เนื่องจากรากพืชหยั่งลงไปไม่ถึง

- ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ปนเปื้อนในปริมาณสูง เพราะพืชมีขีดความสามารถในการเจริญเติบโต

- พื้นที่ที่มีค่าการปนเปื้อนของแคดเมียมในระดับปานกลาง (ค่าการปนเปื้อนระหว่าง 3-30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ) จำนวน 3,566 ไร่ และการปนเปื้อนในระดับสูง (ค่าการปนเปื้อนมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ) จำนวน 248 ไร่ รวมทั้งสิ้น 3,814 ไร่

- เสนอให้เลือก “อ้อย” เป็นทางเลือกในการปลูกพืชทางเลือก ดัวยเรื่องของประสิทธิภาพการบำบัด และมูลค่าทางเศรษฐกิจของต้น ชานอ้อย และน้ำอ้อย โดยการนำมาผลิตเอทานอล อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำมาผลิตน้ำตาล ดังนั้น จึงสรุปค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

- ค่าดำเนินการ (ค่าท่อนพันธ์อ้อย ค่าปุ๋ย ค่าแรง ฯลฯ) ประมาณ 15 ล้านบาท

- ค่าชดเชยรายได้ในเกษตรกรในขณะดำเนินการบำบัด ประมาณ 16 ล้านบาทต่อปี (อย่างน้อย 4 ปี)

- ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือ (30% ของค่าใช้จ่าย) ประมาณ 9 ล้านบาท

- ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประมาณ 4 ล้านบาท

สรุปค่าใช้จ่าย

รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 44 ล้านบาทหรือประมาณ 10,000 บาทต่อไร่

 

แ ม้ว่า อ้อ ย เ ป็น พืชท า ง เ ลือ ก ที่ไ ด้มีก า รสนับสนุนในปลูกในพื้นที่มาแล้วตั้งแต่ปี 2549 แต่

ด้วยเกษตรกรยังคงยึดติดกับการปลูกข้าว รวมถึงมีความกังวลเรื่องการลงทุนและรายได้ ดังนั้น รัฐจึง

ควรมีนโยบายและแผนงาน

ต่างๆ ที่สนับสนุน และลดข้อกังวลของประชาชน เช่น การประกันราคาอ้อย ก า ร อ บ ร ม ก า ร มีผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เพื่อให้

ความปรึกษา

ติดต่อคณะทำงาน

ศูนย์ประสานงานคณะทำงานฯ

  • ชั้น 2 อาคารบริการวิชาการ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
  • 222 หมู่ 7 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  • 081-4425487
  • This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Official Facebook